
"กรมชลฯ-ปลอด" หน้าหงาย อีสาน-ตะวันออกจมซ้ำ
ก่อนหน้านี้ทั้งกรมชลประทานตลอดทั้ง “ปลอดประสพ สุรัสวดี” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) ต่างก็คาดการณ์ว่าพายุโซนร้อนนารีผ่านเข้าไทยจะไม่ทำให้ฝนตกหนัก แต่ผิดคาด บางพื้นที่มีฝนตกหนักเกินกว่า 100 มิลลิเมตร ส่งผลทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกจมน้ำฉับพลัน
ก่อนหน้านี้ทั้งกรมชลประทานตลอดทั้ง “ปลอดประสพ สุรัสวดี” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) ต่างก็คาดการณ์ว่าพายุโซนร้อนนารีผ่านเข้าไทยจะไม่ทำให้ฝนตกหนัก แต่ผิดคาด บางพื้นที่มีฝนตกหนักเกินกว่า 100 มิลลิเมตร ส่งผลทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกจมน้ำฉับพลัน
ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ยอมรับว่า ปริมาณน้ำฝนที่เกิดจากอิทธิพลของพายุนารีเกินกว่าปริมาณที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ จากเดิมคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำฝนสะสมใน 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ 60-70 มิลลิเมตร แต่สถานการณ์ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น ทำให้ต้องปรับแผนการระบายน้ำในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุนารี เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและพื้นที่ภาคตะวันออก โดยกรมชลประทานได้เตรียมการรับมือตั้งแต่วันที่ 13-14 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยพร่องน้ำออกจากเขื่อนต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกไว้ก่อนหน้าแล้ว โดยเฉพาะในจ.นครราชสีมา และบุรีรัมย์ อย่างเช่น เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำมูลบน ที่มีปริมาณการกักเก็บน้ำเต็ม 100% แต่ยืนยันว่าการระบายน้ำดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน
ทั้งนี้ แม้ว่าระดับน้ำในพื้นที่น้ำท่วมขัง เช่น อ.กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ และบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ตลอดจน อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนหน้านี้ระดับน้ำเริ่มลดลงสู่ระดับตลิ่งจนเป็นที่น่าพอใจ แต่เนื่องจากอิทธิพลจากพายุดังกล่าวทำให้ฝนตกหนักรวมทั้งน้ำทะเลหนุน ทำให้ระดับน้ำท่วมเพิ่มสูงขึ้นอีก และมีแนวโน้มว่าสถานการณ์น้ำท่วมอาจจะยืดเยื้อไปจนถึงต้นเดือน พ.ย.นี้
“เดิมคาดการณ์ว่าปลายเดือน ต.ค.นี้ ปัญหาน้ำท่วมจะแห้งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง น้ำน่าจะเข้าสู่ลำน้ำและไม่ล้นตลิ่งในปลายเดือน ต.ค.นี้ แต่พอเจอพายุนารี ฝนตกหนักน่าจะมา 35 วัน การระบายน้ำท่วมอาจล่าช้าไปถึงเดือน พ.ย.นี้ โดยเฉพาะขณะนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำบางปะกง มวลน้ำก้อนใหญ่จาก จ.สระแก้ว และปราจีนบุรี ไหลมาสมทบใน จ.ฉะเชิงเทรา เต็มลำน้ำทำให้การระบายน้ำในพื้นที่ดังกล่าวล่าช้า” ทองเปลว กล่าว
รอยล จิตรดอน ประธานคณะอนุกรรมการติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์น้ำและจัดสรรน้ำ ในคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย กล่าวว่า ฝนตกหนักวันที่ 16-17 ต.ค.นี้ จากอิทธิพลของพายุนารี คณะทำงานได้ติดตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยได้กำหนดพื้นที่เพื่อประสานงานให้การระบายน้ำทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสริมเรือผลักดันน้ำเข้าประจำในพื้นที่
“ฝนตกหนักเข้ามาเติมในพื้นที่ เป็นอุปสรรคทำให้การระบายน้ำช้าลง แต่ก็ต้องทำหลายพื้นที่ของประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุลูกดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เช่น จ.ขอนแก่น เลย ชัยภูมิ ตอนเหนือ ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ที่มีน้ำท่วมอยู่เดิม ตลอดจนพื้นที่ จ.เพชรบุรี ช่วงที่ติดกับพม่า ขณะที่ภาคกลาง จ.ปทุมธานี สระบุรี ฝนตกหนักแต่เป็นระยะเวลาสั้นๆ ถึงตอนนี้ยังไม่มีพายุลูกใหม่ที่เข้ามากระทบไทย จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่มีน้ำท่วมอยู่ปัจจุบัน” รอยล กล่าว
ปลอดประสพ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กบอ. กล่าวว่า พายุนารีไม่ได้ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ เจอน้ำเพิ่มสูงขึ้น เว้นแต่ จ.ปทุมธานี และนนทบุรี บางส่วนน้ำท่วมขังเพราะน้ำทะเลหนุน คาดวันลอยกระทงน่าจะคลี่คลาย ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างริมแม่น้ำมูล คือ จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ที่น่าเป็นห่วงเพราะน้ำชียังเอ่อท่วม 20-30 ซม. แต่เมื่อพายุนารีเข้ามาใหม่นั้น ยังไม่ได้รับรายงานถึงผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสถานการณ์ยังหนักที่ภาคตะวันออก เพราะน้ำมากกว่าปีที่แล้ว 25% น้ำทุ่งค้างอยู่ 1,500 ล้าน ลบ.ม. ยังเอาลงแม่น้ำบางปะกงไม่ได้ คงใช้เวลา 45 วัน ตอนนี้ปิดล้อมและปั๊มน้ำออก แต่รัฐบาลยังช่วยเหลือประชาชนอยู่







