
คลังโละกฏคุมแบงก์รัฐแก้เกมการเมือง
สถานการณ์ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในสังกัดกระทรวงการคลัง 2 แห่ง
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
สถานการณ์ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในสังกัดกระทรวงการคลัง 2 แห่ง คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) กำลังจะเข้าขั้นวิกฤตขึ้นไปทุกขณะ
อาการอ่อนแอของแบงก์ดูได้จากหนี้เสียที่พุ่งขึ้นไม่หยุด ล่าสุด เอสเอ็มอีแบงก์มีหนี้ตกชั้นเพิ่มอีกราว 9,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สำรองหนี้ค้าง 3 เดือน ที่ 100% เอ็นพีแอลจะแตะที่ระดับ 4 หมื่นล้านบาท แต่หากใช้นิยามของกระทรวงการคลังให้สำรองหนี้ค้าง 12 เดือน ที่ 100% พบว่าหนี้เสียจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท
สาเหตุสำคัญของการเกิดหนี้เสียมากมาย นอกเหนือจากการปล่อยสินเชื่อแบบหละหลวม ไม่ได้มาตรฐาน คือ “เรื่องของคน”ที่มีความขัดแย้งทั้งระดับบอร์ด ระดับบริหาร มีการตั้งสอบทุจริตมากมายหลายคณะจนพนักงานระดับเจ้าหน้าที่ไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าแม้จะปล่อยสินเชื่อใหม่
เมื่อสถานการณ์หนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้นยิ่งกลายเป็นการคุไฟให้เกิดการเมืองภายในมากขึ้น มีทั้งฝ่ายที่ออกใบปลิวขับไล่บอร์ดที่ไม่ยอมทำงาน ได้แต่สั่งให้สอบทุจริต และฝ่ายที่ออกใบปลิวให้ตรวจสอบการทำงานของกรรมการผู้จัดการคนใหม่
ทั้งหมดนี้ยิ่งส่งผลร้ายต่อเอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งปัจจุบันพบว่ากระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่ล่าช้า และข่าวร้ายๆ ทำให้ลูกหนี้ดีๆหนีรีไฟแนนซ์ออกไปเดือนละเป็นพันล้านบาท วิ่งไปซบขอสินเชื่อแบงก์อื่นหมด
นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ก็ทำได้ลำบาก เพราะเจ้าหน้าที่กลัวถูกตรวจสอบทำให้มีหนี้ตกชั้นเพิ่มมากขึ้นและมากขึ้น
ทางด้านไอแบงก์ ปีนี้ถือเป็นปีที่วิกฤตที่สุด มีกรรมการผู้จัดการลาออกถึง 2 คน ภายในเวลาไม่ถึง 10 เดือน คือ ธานินทร์ อังสุวรังษี และธงรบ ด่านอำไพ
ปัญหาในไอแบงก์กำลังสั่นคลอนเก้าอี้ของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เมื่อ มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแจงข้อมูลว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบกรณีกิตติรัตน์เข้าแทรกแซงการดำเนินการของธนาคารอิสลามฯ โดยแต่งตั้งบุคคลภายนอกเข้าเป็นที่ปรึกษาและควบคุมการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งมัลลิกาจะนำข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่ กมธ.เพื่อยื่นถอดถอนกิตติรัตน์ รวมทั้งเรียกร้องนายกรัฐมนตรีให้เปลี่ยนแปลง รมว.คลัง และตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใส
หลักฐานที่ สส.ฝ่ายค้านนำมาใช้ในการเสนอถอดถอน รมว.คลัง คือ หนังสือลาออกจากกรรมการและรักษาการผู้จัดการธนาคารอิสลามฯ ของธงรบ ซึ่งหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาแฉถึงความล้มเหลวการบริหารของธนาคาร โดยระบุว่า ในปลายปี 2555 ธนาคารประสบปัญหาหนี้เน่า 2.4 หมื่นล้านบาท และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2556 เดือน ม.ค.-มิ.ย. หนี้เน่าเพิ่มถึง 1.8 หมื่นล้านบาท ภายในเวลาเพียงแค่ 8 เดือน ยอดหนี้เพิ่มเป็น 4.2 หมื่นล้านบาท แต่ธนาคารได้แก้ปัญหาด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้มากกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท จนล่าสุดเอ็นพีแอลเหลืออยู่ที่ระดับ 1.9 หมื่นล้านบาท
แต่ก็ประสบปัญหาประชาชนถอนเงินออกต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2555 จนถึงจุดต่ำสุดในเดือน มิ.ย. เหลือเงินฝากในธนาคารไม่ถึง 5,000 ล้านบาท มีเงินหมุนเวียนในแต่ละวันไม่ถึง 6,000 ล้านบาท แต่ในเดือน ก.ค.ก.ย. 2556 ที่ธงรบเข้ามาแก้ไขผลประกอบการกลับฟื้นขึ้นมา ทำให้มีเงินสดมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท ถือว่าอยู่ในภาวะที่ดีขึ้น
หนังสือของธงรบยังระบุปัญหาที่ไม่เคยมีใครรับรู้เพราะถูกซุกอยู่ใต้พรมว่า ธนาคารอิสลามฯ ในยุคนี้ ไม่ได้บริหารตามวัตถุประสงค์ของการตั้งธนาคารอิสลามฯ ที่เน้นร่วมลงทุนและแบ่งกำไรอย่างยุติธรรม แต่กลับดำเนินการในรูปแบบเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้พี่น้องมุสลิมขาดความเชื่อถือและมีลูกค้ากลุ่มมุสลิมมาใช้บริการเพียง 10% ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ขาดทุนจนต้องเพิ่มทุนทุก 3 ปีและ 5 ปี เพราะไม่มีศักยภาพมากพอที่จะไปแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ได้
อีกทั้งการกำกับดูแลของกิตติรัตน์ยังมีทัศนคติที่ผิดพลาด แทรกแซงการดำเนินธุรกรรมโดยไม่ใช้เหตุผลข้อเท็จจริงในการกำกับดูแล อาศัยความเชื่อและคำบอกเล่าในการตัดสินใจ เช่น เชื่อว่าผู้บริหารและพนักงานโกงและแทรกแซงการบริหารจัดการ มีการสั่งการที่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามหลักการธุรกิจธนาคารจนเกิดความแตกแยกในธนาคาร ทั้งๆ ที่ผลประกอบการของธนาคารพลิกฟื้นอย่างรวดเร็วภายใน 3 เดือน เพราะความร่วมมือของพนักงานที่มีคุณภาพแต่กลับไม่สนใจ ทำให้ต้องกลับมามีปัญหาเหมือนในอดีตอีกครั้ง
ธงรบยังระบุด้วยว่า ช่วงที่ธานินทร์เป็นกรรมการผู้จัดการ ได้ว่าจ้าง วิญญาต ศุกระศร ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมาเป็นที่ปรึกษาดูแลด้านการวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อและสั่งด้วยวาจามายังธงรบ และกรรมการบริหารประกอบด้วย บัณฑรโฉม แก้วสอาด รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และอรศิริ รังรักษ์ศิริวร เศรษฐกรชำนาญการ หน้าห้องของ รมว.คลัง ที่ถูกส่งมาเป็นกรรมการธนาคาร โดยกำชับว่าสินเชื่อทุกรายจะต้องผ่านการพิจารณาของวิญญาต ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการอนุมัติ ส่งผลให้การบริหารไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยเห็นว่า รมว.คลัง และที่ปรึกษาเข้าครอบงำเพื่อผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม
สืบไปสืบมาพบว่า วิญญาตนั้น เคยทำงานที่ธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์เมื่อ 3 ปีก่อนหน้า โดยดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายสินเชื่อ 2
นอกจากนี้ มีพฤติกรรมผิดปกติมีการไดไดได้ว่าจ้างที่ปรึกษาในรูปบริษัท คือ อวานการ์ด แคปปิตอล เพื่อทำแผนฟื้นฟูธนาคาร แต่กลับไปทำหน้าที่เจรจาแก้ไขสินเชื่อ โดยให้บริษัทดังกล่าวเจรจากับลูกค้าโดยตรง แถมมีการเรียกรับเงินค่าตอบแทนพิเศษ ทำให้พนักงานทำหนังสือร้องเรียนเพื่อให้มีการสอบสวนธานินทร์จนนำไปสู่การขับไล่ออกจากตำแหน่ง
แต่กิตติรัตน์รมว.คลังกลับปกป้องโดยสั่งให้ธงรบชะลอการสอบสวนก่อนมกรมีการสั่งให้ยุติการสอบสวน
คำกล่าวหาของธงรบที่ฝ่ายค้านหยิบไปขยาย กิตติรัตน์ไม่ได้มีท่าทีหนักใจ เพราะมั่นใจว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาของไอแบงก์ทำโดยสุจริต โปร่งใส ไร้ผลประโยชน์
"ที่สำคัญ รัฐมนตรีกิตติรัตน์ สั่งด้วยวาจากับผมว่า ไม่ต้องทำให้ธนาคารนี้เป็นธนาคารอิสลาม ไม่ต้องปรึกษาที่ปรึกษาด้านศาสนาทุกเรื่องก็ได้ หากปรึกษาแล้วมีปัญหาให้ทำผิดหลักศาสนาได้ เพื่อให้ธนาคารอยู่รอด ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย จึงทำให้เกิดความขัดแย้งจนเป็นที่มาของการบีบให้ผมยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคาร และรักษาการผู้จัดการธนาคาร ในเวลาต่อมา และใส่ร้ายว่า ผมไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้เสียตามแผนฟื้นฟูได้ ทั้งที่สามารถแก้หนี้ได้มากกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6,500 ล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งเป็นการทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรมากขึ้น จึงขอให้ออกมาให้ข้อเท็จจริงกับประชาชนเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของธนาคารด้วย"ธงรบ ระบุไว้ในหนังสือลาออก
จะเห็นว่าปัญหาของแบงก์รัฐสองแห่งนี้ลุกลามใหญ่โต ประเด็นสำคัญคือเรื่องของความเชื่อมั่นของลูกค้าประชาชนที่มีต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคารทั้งสองแห่ง ทั้งเรื่องการแห่ถอนเงินฝากฝาก และการรีไฟแนนซ์สินเชื่อออก รวมถึงต้องดูว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ที่กระทรวงการคลังยังปล่อยให้ทั้งสองธนาคารปล่อยกู้ต่อไปเรื่อยๆ โดยที่เงินกองทุนติดลบ
หากกรณีนี้เป็นธนาคารพาณิชย์ เชื่อว่าคงถูกกระทรวงการคลังส่งคนเข้าไปควบคุมกิจการแล้ว
การปล่อยให้ทั้งสองธนาคารกลายเป็นเป็ดง่อยไปเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะการขาดทุนทุกบาททุกสตางค์และหนี้เสียที่เกิดขึ้นจะกินทุน ซึ่งในที่สุดแล้วก็จะต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปใส่ให้กับแบงก์รัฐทั้งสองแห่ง
ก่อนหน้านี้ทั้งสองธนาคารได้ตกลงกับกระทรวงการคลังว่าจะใส่เงินเพิ่มทุนอีกราว 1 หมื่นล้านบาท แยกเป็นไอแบงก์ 6,000-7,000 ล้านบาท และเอสเอ็มอีแบงก์อีก 2,000-2,500 ล้านบาท ภายในไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2557
หากพิจารณาจากตัวเลขหนี้เสียที่พุ่งไม่หยุดนี้ จะทำให้เงินเพิ่มทุนอาจจะสูงกว่าที่เคยขอไปเสียอีก
เมื่อเรื่องนี้กำลังจะพัฒนากลายเป็นประเด็นทางการเมือง เชื่อว่ากิตติรัตน์จะไม่อยู่เป็นเป้านิ่งให้ฝ่ายค้านไล่ชกได้ และการแก้เกมของกระทรวงการคลังคงไม่ใช่การเพิ่มทุน แต่จะเป็นการแก้เกณฑ์การควบคุมดูแลแบงก์รัฐให้เข้ามาอยู่ในมาตรฐานของคลัง ซึ่งอาจจะเข้มงวดน้อยกว่าของ ธปท. ทำให้ธนาคารทั้งสองแห่งยังดำเนินการต่อไปได้







