
สภาผัวเมีย
นักวิชาการของไทยเราเป็นจำนวนมากที่ผันตัวเข้ามาเป็นนักการเมือง ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีคนที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานทางการเมือง และจะเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ถ้านักวิชาการที่เข้ามาสู่การเมืองจะยังยึดมั่นในหลักวิชาการ แต่ในความเป็นจริงที่เห็นกันอยู่ จะมีนักการเมืองสักกี่คนที่มีอุดมการณ์ต้านทานกระแสแห่งผลประโยชน์ทางการเมืองได้จะมีนักวิชาการคนใดที่ป้องกันตัวเองไม่ให้สกปรกโสมมไปกับการเมืองแบบไทยๆที่เป็นเหมือนน้ำเน่าเหม็นยิ่งกว่าคลองแสนแสบ
นักวิชาการของไทยเราเป็นจำนวนมากที่ผันตัวเข้ามาเป็นนักการเมือง ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีคนที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานทางการเมือง และจะเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ถ้านักวิชาการที่เข้ามาสู่การเมืองจะยังยึดมั่นในหลักวิชาการ แต่ในความเป็นจริงที่เห็นกันอยู่ จะมีนักการเมืองสักกี่คนที่มีอุดมการณ์ต้านทานกระแสแห่งผลประโยชน์ทางการเมืองได้จะมีนักวิชาการคนใดที่ป้องกันตัวเองไม่ให้สกปรกโสมมไปกับการเมืองแบบไทยๆที่เป็นเหมือนน้ำเน่าเหม็นยิ่งกว่าคลองแสนแสบ
ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ ดร.โภคิน พลกุล จอมยุทธ์ทางกฎหมายมหาชนระดับเซียนเหยียบเมฆคนหนึ่งของไทยเรา เป็นนักกฎหมายคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยของนักโทษหนีหมายจับ ที่ให้สัมภาษณ์ไว้กับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็น
คุณโภคินเป็นนักกฎหมายที่เก่งมากคนหนึ่ง เป็นรุ่นพี่ที่ผมยังทันเห็นหลังกันไวๆ แล้วท่านก็ไปจบดอกเตอร์ทางกฎหมายมหาชนจากฝรั่งเศส แหล่งเพาะนักกฎหมายมหาชนชั้นแนวหน้าของโลก ความรู้ของท่านโดยเฉพาะกฎหมายมหาชนนับว่าไม่เป็นสองรองใครในประเทศนี้ เป็นอาจารย์สอนกฎหมายจนได้เป็นรองศาสตราจารย์ หากเทียบสำหรับผมแล้ว ถือว่าห่างชั้นกับท่านชนิดมองไม่เห็นหลังไวๆ กันเลย ถ้าเป็นภาษานักเลงโบราณก็ต้องเรียกว่า กระดูกคนละเบอร์
ผมเบอร์เล็กกว่านะครับ
แต่ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของท่านแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าท่านพูดโดยจิตวิญญาณของนักวิชาการที่ใช้ภูมิความรู้ทางวิชาการเป็นหลัก หรือพูดอย่างนักการเมืองที่ถือผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลัก หรือพูดโดยใช้ความรู้ทางวิชาการเป็นเครื่องมือสนองตอบผลประโยชน์ทางการเมือง
ท่านพูดถึงตุลาการภิวัฒน์ครับ ท่านเป็นคนพูดอย่างมีเหตุผล ในแต่ละประเด็นท่านจะยกเหตุผลยกตัวอย่างให้เห็นจริง ทำให้โต้แย้งได้ยาก ผมเองก็คล้อยตามท่านในหลายประเด็น แต่ผมติดใจ ยังทำใจผ่านไปไม่ได้ มี 2 ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ท่านบอกว่า “ถ้าใช่พรรคเพื่อไทยละก็...ทุกอย่างลื่นไหล ถ้าพรรคเพื่อไทยเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องทำงาน ถามว่าอย่างนี้เป็นประชาธิปไตยไหม ถูกหลักนิติธรรมไหม”
คำพูดอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นวิชาการ มันฟังคุ้นๆ เหมือนคนแดนไกลพูด
ประการแรก มีคนร้องให้ศาลตรวจสอบ ศาลไทยไม่ใช่เปาบุ้นจิ้นที่มีอำนาจจะไปหยิบยกคดีขึ้นพิจารณาได้เอง เมื่อมีคนร้องว่ามีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น ศาลท่านก็ต้องรับคดีไว้พิจารณา ส่วนจะผิดถูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะไม่รับก็ไม่ได้ ผมคิดว่าท่านก็ทราบประเด็นนี้ดี
ถ้าศาลไม่รับพิจารณาซิครับ จึงจะไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ถูกหลักนิติธรรม
ประการที่สอง คดีที่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยถูกร้อง ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยให้เพื่อไทยชนะมากมายหลายเรื่อง ตรวจสอบดูได้จากข้อมูลในเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่งผ่านไปเร็วๆ นี้ก็เรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณ ทั้งๆ เป็นการกล่าวหาว่า รัฐบาลใช้อำนาจกลั่นแกล้งตัดงบประมาณของฝ่ายตุลาการคือศาลยุติธรรมและศาลปกครอง และองค์กรอิสระคือ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นศาลรัฐธรรมนูญเองก็เป็นฝ่ายตุลาการที่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การจัดงบประมาณอย่างเดียวกัน แต่ท่านก็วินิจฉัยให้พรรคเพื่อไทยชนะ
ท่าน รศ.ดร.โภคิน ไม่นำมาพูดบ้างเลยหรือ
ประการที่สาม ในทางวิชาการ ต้องดูเหตุผลของคำวินิจฉัยว่า มีเหตุผลในทางกฎหมายหรือไม่ หรือเอาสีข้างเข้าถู ถ้าเห็นว่าคำวินิจฉัยใดไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยหรือไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ท่านสามารถวิจารณ์ได้ โดยเหตุผลในทางวิชาการ ไม่ใช่ด่าว่าเหมือนกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ตั้งเต็นท์ด่าอยู่หน้าศาลรัฐธรรมนูญทุกวัน
และผมเชื่อว่า ด้วยความสามารถของท่าน สามารถจะหาเหตุผลวิจารณ์ไปในทางใดก็ได้ ประการสุดท้าย การที่พรรคเพื่อไทยของคุณทักษิณถูกร้องต่อศาลเป็นจำนวนมากนั้น ต้องถามกลับว่า เพราะเป็นพรรคที่ชอบเลี่ยงกฎหมายใช่ไหม ตั้งแต่เป็นพรรคไทยรักไทย เอาหุ้นไปซุกไว้กับคนใช้คนสวน คนขับรถ ก็บอกว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริต
ขายหุ้นเจ็ดหมื่นกว่าล้านก็ไม่ต้องเสียภาษี บอกว่าเป็นการวางแผนภาษี เป็นการโอนหุ้นของบริษัทที่เกาะฟอกเงิน เป็นไปตามความเห็นของกรมสรรพากร (ที่เป็นสองมาตรฐาน) คนทำความเห็นก็ได้รับการปูนบำเหน็จ
ใช้บารมีความเป็นนายกฯ รู้เห็นการประมูลซื้อที่ดินรัชดาจากรัฐในราคาถูก ก็บอกว่า แค่เซ็นชื่อให้ความยินยอม
ให้พม่ากู้เงินมาซื้อสินค้าจากกิจการของครอบครัวตนเอง ก็บอกว่าเป็นนโยบายช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อนบ้านให้เจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
จะหาเงินมาเป็นทุนหาเสียง โดยไม่ต้องควักเงินส่วนตัว ก็ออกหวย 2 ตัว 3 ตัว มอมเมาประชาชน ทั้งๆ ที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ทำได้ ก็ให้เหตุผลว่าคนไทยชอบเล่นหวย
ยังมีอีกเยอะมากครับ เขียนได้เป็นวันเป็นเดือน
การที่อ้างว่า ทำอะไรก็ถูกฟ้อง จึงต้องดูข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นอย่างไร สมมติว่า มีกำนันตำบลหนึ่ง ชอบทำอะไรที่ผิดกฎหมาย หาช่องทางเลี่ยงกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ของตนเอง ไม่สนใจว่าคนอื่นจะเดือดร้อนหรือไม่ แต่ผู้ใหญ่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ไม่กล้าทำผิดกฎหมาย ทำทุกอย่างตามกฎหมาย ท่านคิดว่าระหว่างกำนันกับผู้ใหญ่ ใครจะถูกฟ้องร้องมากกว่ากัน และเมื่อถูกฟ้องร้อง ใครที่ศาลควรจะต้องตัดสินลงโทษมากกว่ากัน
เรื่องอย่างนี้ ไม่ต้องเป็นนักกฎหมายก็ตอบได้
ตรรกของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ถูกร้องศาลมากหรือน้อย แต่อยู่ที่พรรคคุณชอบทำผิด ชอบหาช่องทางเลี่ยงกฎหมายหรือไม่
อีกประเด็นหนึ่งครับที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ เรื่องสภาผัวเมีย ท่านพูดว่า
“เขาจะให้สามีภรรยาได้หรือไม่ได้ มันไม่ใช่ประเด็นขัดรัฐธรรมนูญ มันเป็นเรื่องความเหมาะสม รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคลให้มีความเสมอภาคกัน แต่ถ้าห้ามสามีภรรยาแสดงว่าสิทธิคุณหายนะ ถามว่าอย่างนี้แปลกไหม เพราะห่วงอย่างเดียวว่า สามีเป็น สส. ภรรยาเป็น สว. หรือกลับกัน เวลาถูกถอดถอนจะมาช่วยกัน อันนี้คุณกำลัง Imagine (จินตนาการ) ไปไม่รู้จบ ถ้าจินตนาการไปอย่างนี้ ไม่มีใครทำงานได้เลยนะ”
เรื่องนี้เป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยแก้กฎหมายที่มาของวุฒิสมาชิก และมีผู้ไปร้องศาลธรรมนูญ แต่พื้นที่ของผมหมดพอดี เอาไว้วันจันทร์หน้าค่อยมาวิเคราะห์กันใหม่
ขอฝากทิ้งท้ายไว้นิดเดียวครับว่า Imagine หรือจินตนาการ ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร







