
เสียงอีกด้านของชาวบ้านที่แม่วงก์
ขบวนแรลลี่ "ความจริงแม่วงก์จากเมืองสู่ป่า" ลงคุยกับชาวบ้านในพื้นที่มีทั้งหนุนและค้านเขื่อนแม่วงก์
ขบวนแรลลี่ "ความจริงแม่วงก์จากเมืองสู่ป่า" ลงคุยกับชาวบ้านในพื้นที่มีทั้งหนุนและค้านเขื่อนแม่วงก์
ขบวนรถแรลลี่กว่า 170 คัน ซึ่งใช้นามว่า "ความจริงแม่วงก์จากเมืองสู่ป่า" เดินทางจาก กทม. เมื่อเวลา 9.00 น. วันนี้ (12 ต.ค.) มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เพื่อสำรวจความคิดเห็นของชาวบ้านในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ว่าคิดเห็นอย่างไรกับการสร้างเขื่อน
นายสิทธิโชค ผลส่ง โฆษกประธานเครือข่ายสนุบสนุนการสร้างเขื่อนแม่วงก์ (คปว.) ระบุว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เกิดจากการที่ทีมงานของตนได้ลงพื้นที่จ.นครสวรรค์ เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ แล้วพบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่เดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมและต้องการเขื่อนแม่วงก์กันทั้งสิ้น แต่กลับมีเพียงกระแสต้อต้านเขื่อนแม่วงก์เท่านั้น จึงต้องการจัดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็นของคนในพื้นที่
"ส่วนการที่ระบุว่า จากเมืองสู่ป่า นั้น เนื่องจากทางกลุ่มได้สำรวจแล้วพบว่า คนในเมืองอย่างกทม. เช่น สาวโรงงานต่างๆ ก็ต้องการเขื่อน แต่ไม่มีสิทธิได้พูด จึงเป็นเหมือนการนำข่าวสารจากเมืองมาแลกเปลี่ยนร่วมกับคนที่อยู่ในพื้นที่ป่าด้วย" นายสิทธิโชคกล่าว
เมื่อขบวนแรลลี่กว่า 170 คัน นั้น เคลื่อนมาจนถึงบริเวณแก่งเกาะใหญ่ ต.แม่เล่ย์ จ.นครสวรรค์ ระหว่างทางพบว่า มีป้ายต่างๆ มีระบุว่าต้องการเขื่อนแม่วงก์ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีป้ายที่แสดงข้อความคัดค้านเช่นกัน
นายกมล กำปั่นทอง ผู้ร่วมขบวนแรนลี่จาก กทม. ให้เหตุผลในการร่วมในครั้งนี้ว่า การตัดสินใจมาเนื่องจากอยากเห็นเหตุผลและข้อมูลจากกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งเมื่อตนได้สอบถามชาวบ้านต่างก็ต้องการเขื่อนแม่วงก์ เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านพบทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ขณะที่นายบม บรรจง ผู้ร่วมขบวนแรลลี่ กล่าวเพียงว่า "ถ้ามีเขื่อนแม่วงก์ก็คงจะดี"
ขบวนแรลลี่เดินทางไปถึง อ.ลาดยาว ก็พบ นางทองปาน เขม็นเขตการ อายุ 59 ปี อบต.หนองวัว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ยืนโบกธง "Yes แม่วงก์" พร้อมตะโกนให้กำลังใจขบวนแรลลี่ที่ผ่านไป เมื่อพูดคุยด้วย นางทองปานก็บอกว่า บ้านและที่นาของตนถูกน้ำท่วมไปแล้วถึง 4 ครั้งภายในปีเดียว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องขอให้สร้างเขื่อนแม่วงก์ เพราะมีการให้ข้อมูลว่าหากมีเขื่อนจะทำให้ชาวนาสามารถทำนาได้มากขึ้น เพราะจะมีน้ำตลอดทั้งปี และจะช่วยกักเก็บน้ำไม่ให้ท่วมได้เช่นกัน
"พอน้ำมานาก็เน่า น้ำแล้งนาก็แห้งตาย แล้วให้ค่าชดเชยแค่ 660 บาทต่อไร่ มันจะคุ้มค่าหรือ คนที่คัดค้านต้องเห็นใจเรา เพราะชาวบ้านเดือดร้อนจริงๆ การที่บอกว่าจะทำลายพื้นที่ป่า ฉันเป็นคนในพื้นที่ข้างในป่าก็มีแต่ป่าที่มันเสื่อมโทรมแล้ว มีแต่ต้นไม้เล็กๆ ทั้งนั้น" นางทองปานกล่าว
สอดคล้องกับ นายชวลิต สรลำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.หนองวัว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนจะต้องพาลูกบ้านไปจัดการบริหารน้ำเอง โดยการหากระสอบทรายมาปิดกั้นน้ำเมื่อเกิดน้ำท่วม และเจอปัญหาน้ำแล้งเพราะหมู่บ้านต้นน้ำจะต้องแบ่งน้ำไปใช้ก่อนจนไม่มีน้ำเหลือมายังหมู่บ้านของตน จนทำให้ลูกบ้านต้องกลายเป็นผู้ประสบภัยแล้งด้วย ดังนั้นหากมีการสร้างเขื่อนจริง ตนเชื่อว่า จะทำให้การบริหารจัดการน้ำทำได้ดีขึ้น ไม่ต้องกังวลที่จะต้องแย่งสูบน้ำกัน เพราะมีการกักเก็บน้ำไว้แล้ว และคนในหมู่บ้านก็จะได้ทำนาปีละ 2 ครั้ง ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องออกไปทำงานในเมือง ลูกหลานจะได้สืบทอดวิถีชีวิตการทำนาต่อไปด้วย
"เราเชื่อว่าเขื่อนจะอยู่คู่กับป่าได้ ทุกวันนี้เราก็ช่วยกันปลูกป่าทุกปี ถ้าเราไม่เดือดร้อนเราก็ไม่ออกมา เราต่อสู้กันมา 40 ปี จนกระทั่งวันนี้ยังไม่สำเร็จต้องเจอทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป หลังจากนี้พื้นที่ลาดยาวคงกลายเป็นพื้นที่ของนายทุนกันหมด" ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.หนองวัว กล่าว
ด้านนายมานะ เถาวัลย์ สารวัตรกำนัน หมู่ที่ 7 บ้านวังชุมพร ต.เขาชนกัน จ.นครสวรรค์ ผู้ซึ่งคอยอำนวยความสะดวกให้กลุ่มแรลลี่ กล่าวว่า สนับสนุนการสร้างเขื่อนหากสามารถแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านในบริเวณอ.ลาดยาวได้ แต่ส่วนตัวแล้วมองว่าการสร้างเขื่อนแม่วงก์ไม่มีความคุ้มค่า เนื่องจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นน้ำหลากที่มาจากแม่น้ำหลายสาย แต่ก็ไม่สามารถคัดค้านได้ เนื่องจากต้องทำตามหน้าที่และปฏิบัติตามคำสั่งของฝ่ายบริหาร
"อีไอเอเขื่อนแม่วงก์ทำมา 3 ครั้งแล้วก็ไม่ผ่าน แล้วจะมาศึกษาอีกเป็นครั้งที่ 4 ก็ต้องรอดูว่ามันผ่านหรือไม่ ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ชาวบ้านเขาชนกันไม่เจอน้ำท่วม แต่ผู้นำก็บอกให้อยู่เฉยๆ เพราะหากแสดงท่าทีคัดค้านก็กลัวว่างบประมาณจะไม่มาลงในพื้นที่อีกและราชการเขาก็บอกชาวบ้าน เกษตรกรว่าถ้ามีเขื่อนก็จะทำให้ชาวนาทำนาได้ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ได้ข้อมูลอื่น ซึ่งทำให้ชาวบ้านไม่เข้าใจจึงออกมาสนับสนุน" นายมานะกล่าว
ขณะที่นางแพงศรี แสงทอง ชาวบ้านเขาสบกก อ.แม่เล่ย์ จ.นครสวรรค์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเวที "ความจริงแม่วงก์ จากเมืองสู่ป่า" เพียง 3 กิโลเมตร กล่าวว่า ตนไม่ต้องการเขื่อนแม่วงก์ เพราะตนอยู่ในพื้นที่นี้มากกว่า 30 ปี และทำมาหากินโดยอาศัยป่าแม่วงก์ เช่น เก็บเห็ด ผักหวานและหน่อไม้ และยืนยันว่าผืนแม่วงก์มีความอุดมสมบูรณ์ มีแต่ต้นไม้ใหญ่
สอดคล้องกับนางอรนภา วุ่นกลัด อายุ 39 ปี ชาวบ้านสบกก กล่าวว่า ตนได้ยินข่าวว่าชาวบ้านสนับสนุนเขื่อนแม่วงก์ แต่ตนยืนยันว่าคนแม่วงก์อย่างตนเป็นคนไม่เอาเขื่อน และยืนยันว่าน้ำท่วมอ.ลาดยาว มีแม่น้ำสายอื่นมาร่วมสมทบด้วยจึงเกิดน้ำท่วมขึ้น
"ตั้งเวทีวันนี้เอาแต่คนกรุงเทพมา ไม่เคยมีใครมาสนใจชาวบ้านในพื้นที่สร้างเขื่อนอย่างเราเลยสักคน ไม่ว่าเวทีไหนก็ไม่มี ไม่มีใครมาบอกเราเลยว่าถ้าสร้างเขื่อนเราจะต้องไปอยู่ที่ไหน และผลประโยชน์มันก็มากในป่ามีแต่ต้นไม้ใหญ่ จะทำเขื่อนก็มีแต่คนจะกอบโกยผลประโยชน์ ทั้งต้นไม้และสัตว์ป่า เดินไปเก็บหน่อไม้เราก็เห็นรอยเท้าหมูป่า กวาง ตั้งเยอะแยะ ไม่สนใจชาวบ้านที่เดือดร้อน" นางอรนภากล่าว
อย่างไรก็ตาม ตามกำหนดในเวลา 18.00 น. บนเวที "ความจริงแม่วงก์ จากเมืองสู่ป่า" จะเสวนาหัวข้อ "ความจริง...แม่วงก์" จากเมืองสู่ป่า โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี, นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล, นายวีระกร คำประกอบ, ดร.โสภณ พรโชคชัย และนายวิม รุ่งวัฒนะจินดา ร่วมเสวนาที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์







