
อานิสงฆ์ 2 ล้านล้าน
บลูมเบิร์กเปิดเผยรายงานแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า จะส่งผลดีต่อบริษัทระดับโลกอย่าง แอปเปิล อิงก์ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ในสหรัฐ และโตโยต้า ค่ายผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น
บลูมเบิร์กเปิดเผยรายงานแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า จะส่งผลดีต่อบริษัทระดับโลกอย่าง แอปเปิล อิงก์ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ในสหรัฐ และโตโยต้า ค่ายผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น
สื่อของสหรัฐให้เหตุผลว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการลงทุนสร้างทางระบายน้ำ มูลค่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะเป็นหลักประกันสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับแอปเปิลและโตโยต้า ว่า สายการผลิตจากโรงงานไทยไปยังโรงงานประกอบในจีนจะไม่หยุดชะงักจากเหตุน้ำท่วมดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2554
เหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี เมื่อปี 2554 แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนของไทยในความพยายามเสนอตัวเป็นฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมต้นทุนต่ำของโลก ภายหลังจากมวลน้ำจำนวนมหาศาลได้ไหลทะลักเข้าท่วมโรงงานอุตสาหกรรมถึง 839 แห่ง และตัดขาดถนนและเส้นทางคมนาคมหลายสาย
ขณะที่ในปีนี้สถานการณ์น้ำท่วมได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในหลายจังหวัดทางภาคตะวันออก ก็เท่ากับกดดันให้รัฐสภาไทยต้องเร่งหาข้อสรุปเรื่องการลงทุนก่อสร้างเครือข่ายรถไฟฟ้าความเร็วสูงและพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งและท่าเรือให้ทันสมัยมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ถือเป็นความรับผิดชอบของไทยที่ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เพื่อส่งเสริมให้การเคลื่อนย้ายแรงงานและทรัพยากรอื่นๆ เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น เพราะหากไทยไม่สามารถดำเนินการได้ จะไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเอง แต่ยังกลายเป็นตัวการฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของภูมิภาคอีกด้วย” รายงานอ้างความเห็นของ จูเลีย โก๊ะ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพื่อการลงทุนซีไอเอ็มบีในกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย
วันเดียวกัน วอลสตรีท เจอร์นัล ยังตามติดเกี่ยวกับเหตุอุทกภัยใน ต.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ของไทย พบว่า สถานการณ์น้ำท่วมสูงถึง 1.8 เมตรในพื้นที่ กำลังสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างน้อย 59 หมู่บ้าน หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของพื้นที่ทั้งหมดอย่างหนัก
สื่อต่างประเทศรายงานว่า จนถึงขณะนี้ประชาชนผู้เดือดร้อนยังคงไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางการ ส่งผลให้อาสาสมัครจากสภากาชาดท้องถิ่นประจำ ต.ท่าเรือ จำเป็นต้องขอรับบริจาคอาหารปรุงสำเร็จเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเมนูอาหารที่ทำจากเนื้อจระเข้ที่ได้รับการบริจาคมาจาก วิเชียร เรืองเนตร เจ้าของฟาร์มในพื้นที่
รายงานอ้าง ศศิธร ปิณณิกรณ์ ประธานสภากาชาดไทยตำบลท่าเรือ เปิดเผยว่า ทางองค์กรจำเป็นต้องเปิดขอรับบริจาคอาหารจากบุคคลภายนอก เนื่องจากความช่วยเหลือจากทางการจะมีขึ้นต่อเมื่อเกิดเหตุอุทกภัยติดต่อกันเป็นเวลา 7 วันเท่านั้น ทว่าจนถึงขณะนี้เกิดเหตุน้ำท่วมได้เพียง 4 วัน แต่ประชาชนไม่สามารถรอความช่วยเหลือจากทางการได้
“เนื้อจระเข้ยังคงเป็นเนื้อที่แปลก และหลายคนยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่กิน ดังนั้นเราจึงจะใช้เนื้อจระเข้ปรุงอาหารให้กับผู้ประสบภัยที่ต้องการจะลองกินเท่านั้น” ประธานสภากาชาดไทยตำบลท่าเรือ ระบุ







