
ล้วงเงินคลังหลวงตั้งกองทุนอุ้ม 2 ล้านล้าน
หลังจาก อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
หลังจาก อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ไม่นาน ก็ประกาศเดินหน้าเข็นงานใหญ่ด้วยการนำทุนสำรองระหว่างประเทศ หรือที่เรียกกันว่า คลังหลวงไปลงทุน โดยจะเอาเงินบางส่วนออกมาจัดตั้งกองทุนความมั่นคั่งแห่งชาติ ให้ได้ภายใน 1 ปี 7 เดือน ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ธปท.
อำพน ระบุว่า ได้หารือเรื่องดังกล่าวกับ ประสาร ไตรรัตนวรกุล ผู้ว่าการ ธปท. แล้ว ว่าจะต้องนำทุนสำรองบางส่วนไปลงทุนโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ
ถ้าพิเคราะห์ในรายละเอียดแล้วจะพบว่า แนวคิดการตั้งกองทุนความมั่งคั่งรอบใหม่ มีความก้าวหน้าจากครั้งก่อน จากเดิมที่จะมีการล้วงทุนสำรองระหว่างประเทศไปตั้งเป็นกองทุน และให้กองทุนนั้นไปลงทุนในโครงการที่ต้องการ
แต่ล่าสุดจะมีการนำทุนสำรองระหว่างประเทศมาตั้งกองทุน และกองทุนจะนำเงินดังกล่าวไปซื้อพันธบัตรต่างประเทศที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก ซึ่งหากเป็นไปตามแนวคิดของประธานกรรมการ ธปท. เงินกู้ที่กระทรวงการคลังได้จากกองทุน ก็จะนำไปลงทุนในโครงการ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีการประเมินกันว่า ต้องซื้ออุปกรณ์เครื่องจักรจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะปี 2558
หากมองแนวคิดผิวเผิน ถือว่าการตั้งกองทุนเป็นเรื่องไม่เลว มีการปรับเปลี่ยนจากการที่จะนำแต่สินทรัพย์ของ ธปท.ออกไปเพียงขาเดียว ซึ่งจะทำให้บัญชีของ ธปท.มีปัญหาปิดไม่ลงได้ จึงต้องมีการให้กระทรวงการคลังออกพันธบัตรต่างประเทศมากู้เงินจากกองทุนอีกทอดหนึ่ง ซึ่งน่าจะทำให้ระบบบัญชีของ ธปท.ไม่มีปัญหาหากต้องมีการล้วงเงินคลังหลวง
อย่างไรก็ตาม การตั้งกองทุนความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องง่าย หากย้อนกลับไปดูในอดีตรัฐบาลมีความพยายามหลายครั้งที่จะตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา เพื่อมาลงทุนสร้างผลประโยชน์และกำไรเข้าประเทศ เหมือนกับกองทุนเทมาเซกของประเทศสิงคโปร์
ตั้งแต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อมาถึงรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช หรือแม้แต่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เริ่มเข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ก็มีความพยายามตั้งกองทุนความมั่งคั่ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ปัจจัยสำคัญมาจากเสียงต้านจากผู้ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่ได้มีการบริจาคทองและเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก เข้าสมทบกับคลังหลวงตั้งแต่ประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ทำให้เงินคลังหลวงของประเทศเหลือน้อยจากการขาดทุนที่เข้าสู้ป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท
ทำให้ทุกครั้งที่รัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหน มีแนวคิดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง กลุ่มลูกศิษย์หลวงตามหาบัวจะออกมาต่อต้านเรื่องนี้ทุกครั้ง เพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลล้วงเงินคลังหลวงออกไปใช้ทุกครั้งไป
นอกจากการต่อต้านจากผู้ไม่เห็นด้วยแล้ว การศึกษาการจัดตั้งกองทุน ก็ถือว่าไม่มีความชัดเจน มีแต่กรอบที่รัฐบาลต้องการนำเงินคลังหลวงออกไปใช้เท่านั้น แต่รายละเอียดว่าจะต้องใช้เงินเท่าไร ไปลงทุนอะไร ได้ผลตอบแทนอย่างไร และใครจะเป็นผู้บริหารจัดการ กลับไม่มีความคืบหน้า ทำให้กองทุนไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
ตัวอย่างเช่น สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ หรือรัฐบาลสมัคร ระบุว่า จะตั้งกองทุนความมั่งคั่งไปลงทุนเหมือนกองทุนเทมาเซก ที่ระดมเงินไปลงทุนในบริษัทต่างชาติที่มีศักยภาพ แต่ก็มีคำถามว่า กองทุนความมั่งคั่งของไทยมีความพร้อมที่จะไปลงทุนต่างประเทศที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงแล้วหรือยัง
เป็นคำถามที่ยังไม่มีแม้แต่คำตอบ
พอมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็มีการชูการตั้งกองทุนความมั่งคั่ง เพื่อนำไปลงทุนตั้งคลังน้ำมัน ซึ่งหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เอกชนทำอยู่แล้ว และการนำเงินคลังหลวงไปลงทุนจะเป็นการเก็งกำไรมากกว่าการลงทุน ทำให้ภาพความพยายามตั้งกองทุนความมั่งคั่งของรัฐบาลดูไม่น่าเชื่อถือเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ล่าสุดแนวคิดการตั้งกองทุนความมั่งคั่งเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง เป็นการตั้งกองทุนนำเงินคลังหลวงของประเทศเพื่อไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 2 ล้านล้านบาท ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ทำไมต้องล้วงเงินคลังหลวงออกไปโปะโครงการ 2 ล้านล้านบาท ในเมื่อก่อนหน้านี้ รัฐบาลยืนยันว่า ไม่มีปัญหาแหล่งเงินกู้ ในประเทศสภาพคล่องก็มากเหลือพอ การกู้ในต่างประเทศก็ยังทำได้ไม่มีปัญหา
แต่พอถึงวันนี้กลับมีการตั้งเรื่องชงจากประธานกรรมการ ธปท. ให้ล้วงเงินคลังหลวงไปอุ้มโครงการ 2 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องกลับไปพิจารณาว่า สิ่งที่รัฐบาลยืนยันมาไม่ตรงกลับความเป็นจริง ไม่ว่าจะสภาพคล่องในประเทศที่จริงแล้วมีไม่พอให้รัฐบาลกู้ลงทุน 2 ล้านล้านบาท เพราะหากให้รัฐบาลกู้คนเดียว ภาคเอกชนก็คงไม่มีเงินกู้ไปลงทุน หรือหากกู้ได้ก็หนีไม่พ้นต้องแบกต้นทุนเงินกู้เพิ่ม
นอกจากนี้ การกู้ต่างประเทศที่ว่าไม่มีปัญหามีช่องทำได้ แต่รัฐบาลก็รู้ดีว่า การกู้ต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าดอกเบี้ยถูกกว่ากู้ในประเทศ แต่เมื่อร่วมกับการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ต้นทุนก็ไม่หนีกันมากนัก แถมยังอาจขาดทุนได้ง่าย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลเกิดไอเดียปัดฝุ่นกองทุนมั่งคั่ง ด้วยการล้วงเงินจากคลังหลวงมาอุ้มโครงการ 2 ล้านล้านบาท เป็นช่องทางการระดมเงินอีกช่องหนึ่ง ที่น่าจะมีต้นทุนเงินที่ถูกกว่า และเงินที่จะนำมาใช้ก็มีอยู่ก้อนโต
แต่ถึงอย่างไร ก็ยังมีเรื่องที่ต้องคิดต่อว่า ประชาชนจะแน่ใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะนำเงินที่กู้จากกองทุนความมั่งคั่งไปลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาท เพราะการออกพันธบัตรระดมเงินกู้รัฐบาลสามารถไปใช้อะไรก็ได้ ทั้งโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลอยู่ในภาวะถังแตกเงินไม่พอจ่ายรอบใหม่หลายแสนล้านบาท หรือว่าจะเป็นโครงการรถคันแรก ที่รัฐบาลยังต้องมีภาระจ่ายไปถึงปี 2558 และปัจจุบันก็ตั้งงบประมาณมาไม่พอจ่าย จนต้องไปควักเงินคงคลังมาสำรองจ่ายไปก่อน
ภาระจากโครงการประชานิยมต่างๆ นานา กำลังเป็นภาระกองโตที่รัฐบาลแบกจนหลังแอ่นไปไม่ไหว และหน้ามืดไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาถมให้เต็ม
การเสนอแนวคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งเพื่อปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาล จึงถูกจับตาว่าจะนำไปใช้ในโครงการ 2 ล้านล้านบาท หรือว่าจะมีการสไลด์ไปใช้ในโครงการอื่นที่ไม่ใช่ 2 ล้านล้านบาท ด้วยหรือไม่
นอกจากปมปัญหาการนำเงินไปใช้แล้ว การบริหารจัดการกองทุน การบริหารแบบมืออาชีพ การปลอดจากการเมืองเข้าแทรกแซงและหาผลประโยชน์จะทำได้หรือไม่
นอกจากนี้ การบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้น การที่รัฐบาลเป็นหนี้กองทุนความมั่งคั่ง และนำไปลงทุนที่ไม่เกิดผลตอบแทน หรือโครงการที่ขาดทุนหรือมีความเสียหาย ไม่สามารถหาเงินไปใช้หนี้กองทุนได้ หนี้ของรัฐบาลก็จะกลายเป็นหนี้ของประเทศ กลายเป็นภาระของผู้เสียภาษีในที่สุด
เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า การตั้งกองทุนความมั่งคั่งด้วยการล้วงเงินคลังหลวงไปลงทุน 2 ล้านล้านบาท คุ้มค่าจริงและจำเป็นจริงหรือไม่
ลำพังแค่การกู้เงินก้อนมหึมา 2 ล้านล้านบาท รัฐบาลก็ยังตอบไม่ได้ว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม และจะหารายได้จากไหนมาจ่ายดอกเบี้ยก้อนโตกว่าเงินกู้ แล้วยังมีหน้ามาประเด็นการตั้งกองทุนมั่งคั่ง เจาะเงินคลังหลวงล้วงมาอุ้ม 2 ล้านล้านบาท รัฐบาลยิ่งต้องตอบให้ชัดว่า ประเทศหรือใครได้ประโยชน์จากการตั้งกองทุน







