posttoday
ฐานไม่แกร่ง-จีนไม่หนุนระวัง...เอเชียทรุดยาว

ฐานไม่แกร่ง-จีนไม่หนุนระวัง...เอเชียทรุดยาว

08 ตุลาคม 2556

ผ่านไปเพียงไม่ถึงสัปดาห์ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ก็เป็นองค์กรเศรษฐกิจระดับโลกแห่งที่สองที่ออกมาตอกย้ำถึง “ทิศทางขาลง”

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ผ่านไปเพียงไม่ถึงสัปดาห์ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ก็เป็นองค์กรเศรษฐกิจระดับโลกแห่งที่สองที่ออกมาตอกย้ำถึง “ทิศทางขาลง” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกอีกครั้ง โดยปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งของปี 2556 และ 2557 ซึ่งสอดคล้องกับที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เพิ่งปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียไปสดๆ ร้อนๆ เช่นกัน

แม้จะยังได้ชื่อว่าเป็นภูมิภาคที่มีระดับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงที่สุดในโลก ทว่าโมเมนตัมทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ก็จะไม่ “ร้อนแรง” เหมือนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอีกต่อไป และการคงระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นก็จะยากลำบากมากยิ่งขึ้น

เวิลด์แบงก์ ตัดสินใจประกาศหั่นคาดการณ์จีดีพีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกลง 0.5% มาอยู่ที่ 6% ในปีนี้ และลดคาดการณ์ปีหน้า 0.3% มาอยู่ที่ 6.4% ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น อัตราการขยายตัวของจีดีพีปีนี้จะลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 7.1% และลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 7.2% ในปีหน้า

แน่นอนว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน ทั้งไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียนั้น ต่างก็ถูกหั่นคาดการณ์จีดีพีกันอย่างถ้วนหน้าไปด้วย โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่คล้ายคลึงกันก็คือ “ส่งออกลด บริโภคหด ตลาดทุนผันผวน และไร้ที่พึ่งจากเขตเศรษฐกิจใหญ่ๆ”

ประเทศไทยจะเผชิญการบริโภคที่ลดฮวบลงทันทีในครึ่งปีหลังนี้ หลังจากที่หมดแรงกระตุ้นจากมาตรการรถคันแรก ขณะที่การส่งออกก็ฟื้นตัวได้ไม่เร็วพอที่จะช่วยหนุนการเติบโตของประเทศ ซ้ำแผนการลงทุนเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ยังเสี่ยงต่อภาวะชะงักงัน ส่วนเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียนั้น เผชิญปัจจัยลบพื้นฐานที่คล้ายกันกับไทย โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลง ภาวะการคลังที่ยืดหยุ่นได้น้อย

ในบรรดากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกนั้น จะมีก็แต่เพียงตลาดเกิดใหม่สดๆ ร้อนๆ เช่น พม่า และประเทศที่กำลังจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่อย่างฟิลิปปินส์เท่านั้น ที่สามารถฝ่าปัจจัยลบขึ้นมามีแนวโน้มการขยายตัวที่แข็งแกร่งขึ้น

ภาวะดังกล่าวนี้อาจอธิบายได้จากทิศทางเขตเศรษฐกิจหัวแถวของเอเชียและของโลก เมื่อ “จีน” ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับเอเชียได้มากเหมือนกับที่ผ่านมาอีกต่อไป เพราะพญามังกรเองก็เผชิญมรสุมรุมเร้าจากภาวะหนี้พุ่งสูง และการปรับโมเดลเศรษฐกิจที่ลดพึ่งพาการส่งออก หันมาบริโภคภายในให้มากขึ้นนั้น ซึ่งส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน ชะลอตัวลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านๆ มา

การเติบโตที่เชื่องช้าลงของจีนนั้น แน่นอนว่าจะมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออก ซึ่งยังต้องพึ่งการค้าและการลงทุนจากประเทศยักษ์ใหญ่เป็นหลัก

เพราะตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินในสหรัฐเมื่อปี 2551 จีนได้ขยับขึ้นมาเป็นที่พึ่งใหม่ของเอเชียตะวันออกและอาเซียน โดยขยับขึ้นจากประเทศคู่ค้าอันดับ 3 ของอาเซียนเมื่อปี 2552 ขึ้นมาเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ภายในเวลาแค่ 2 ปี และยังได้อานิสงส์มหาศาลจากมาตรการอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนกว่า 4 ล้านล้านหยวน ในสมัยอดีตประธานาธิบดี หูจิ่นเทา

ทว่า การอัดฉีดและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนบนกอง “สินเชื่อ” นี่เอง ที่นำไปสู่ระดับหนี้พอกพูนขึ้นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะหนี้ในภาครัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งขยายตัวไปพร้อมกับบรรดาธุรกิจปล่อยเงินกู้ (ธนาคารเงา) โดยเวิลด์แบงก์ระบุว่า เป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดของจีน

ขณะเดียวกัน หลายประเทศกำลังพัฒนาต่างก็ประสบปัญหาภายในบ้านที่ต่างกันออกไปเป็นทุนเดิม ดังนั้นเมื่อเผชิญกับภาวะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวไม่เร็วจริงอย่างที่คาดหวังไว้ ประกอบกับพี่ใหญ่ในเอเชียอย่างจีนและอินเดีย ชะลอตัวลงจนไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้มากเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้เอเชียตะวันออกต้องเผชิญกับภาวะขาลงแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้

ทิศทางของเวิลด์แบงก์นั้น ยังนับว่าสอดคล้องกับที่เอดีบีเพิ่งปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยให้น้ำหนักความเสี่ยงที่การชะลอตัวของเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียอย่างจีนและอินเดีย และความผันผวนในตลาดการเงิน อันเป็นผลมาจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมชะลอมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี)

ธนาคารผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ในเอเชียรายนี้ ตัดลดแนวโน้มจีดีพีเอเชียแปซิฟิก ลงมาอยู่ที่ 6% ในปี 2556 จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน เม.ย. ที่ 6.6% พร้อมกันนี้ยังลดคาดการณ์ของปี 2557 ลงมาอยู่ที่ 6.2% จากเดิมที่ 6.7% โดยที่ภูมิภาคอาเซียนจะโตได้ 4.9% ในปีนี้ และ 5.3% ในปีหน้า

เห็นได้ชัดว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกนั้น ไม่อาจฝากความหวังไว้กับการฟื้นตัวของโลกหรือของจีนได้อีกต่อไป หากไม่มีการเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจในบ้านให้แกร่งพอ

เพราะหากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและนโยบาย เพื่อนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว และสร้างความแข็งแกร่งจากพื้นฐานภายในประเทศได้อย่างแท้จริง กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกก็ยากที่จะหลุดพ้นจากปัจจัยเสี่ยงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่เข้ามาเป็นบททดสอบอยู่ร่ำไป

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI