posttoday
ชีวิตครอบครัว

ชีวิตครอบครัว

05 ตุลาคม 2556

คณะกรรมการของบริษัท สยามมิชลิน จะไปประชุมที่ฝรั่งเศสปีละครั้งเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างผู้บริหารระดับสูงของผู้ร่วมทุนทั้งสองฝ่าย

คณะกรรมการของบริษัท สยามมิชลิน จะไปประชุมที่ฝรั่งเศสปีละครั้งเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างผู้บริหารระดับสูงของผู้ร่วมทุนทั้งสองฝ่าย กรุงปารีสเป็นจุดนัดพบโดยปกติ แต่ถ้าจะประชุมร่วมกับผู้บริหารหลายๆ คนของบริษัท มิชลิน เราจะไปพบกันที่เมืองแคลมองต์เฟอรองต์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของมิชลิน

เมืองแคลมองต์เฟอรองต์อยู่ห่างจากปารีสประมาณกรุงเทพฯเชียงใหม่ คุณมิชลินนายห้างใหญ่ของบริษัทจะส่งเครื่องบินส่วนตัวมาอำนวยความสะดวกให้คณะของเรา แต่ถ้าเดินทางเพียงคนเดียวหรือสองคนใช้สายการบินพาณิชย์สะดวกกว่าและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า ผมเคยไปเมืองแคลมองต์เฟอรองต์หลายครั้ง เป็นเมืองเล็กๆ แต่มีความน่าอยู่เหมือนหลายๆ เมืองในชนบทของยุโรป บริษัท มิชลิน เป็นนายจ้างแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ดังนั้น ครอบครัวของนายมิชลินจึงได้รับการยกย่องอย่างสมเกียรติ

บริษัท มิชลิน นอกจากทำธุรกิจยางรถยนต์แล้ว ยังทำหนังสือไกด์มิชลินเพื่อแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทำหนังสือแนะนำร้านอาหารที่มีคุณภาพทั้งรสชาติ บริการและสถานที่ โดยการให้สัญลักษณ์เป็นดาว เช่น มิชลินดาวหนึ่งดวง สองดวง และสามดวง ตามลำดับ ถ้าร้านอาหารไหนได้รับการยกย่องด้วยดาวมิชลินแล้ว ราคาอาหารและจำนวนลูกค้าจะเพิ่มขึ้นทันที แต่กว่าจะได้ดาวหนึ่งดวงก็ยากเต็มที ถ้าที่ไหนได้ถึงสามดวงต้องถือว่าเป็นสุดยอด

ในประเทศไทย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ผู้ให้กำเนิดตราเชลล์ชวนชิมเมื่อหลายสิบปีก่อน คงได้ความคิดมาจากบริษัท มิชลิน ส่วนหนึ่ง แต่น่าเสียดายว่าประเทศไทยไม่มีระบบประกันคุณภาพที่จะทำให้ร้านอาหารที่ได้รับการยกย่องแล้วสามารถรักษาระดับมาตรฐานนั้นได้อย่างต่อเนื่อง นานๆ ไปความนิยมก็เสื่อมคลายลง

บริษัท มิชลิน มีระบบประกันคุณภาพที่ตรวจสอบมาตรฐานของผู้ที่ได้รับดาวมิชลินไปแล้วอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ถ้าคุณภาพด้อยลงก็อาจถูกถอดดาวที่ได้รับไปแล้วออก ถือว่าเป็นการเสียชื่อเสียงมาก

เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น และพ่อครัวที่ถูกถอดดาวออกนี้ถึงกับฆ่าตัวตาย

บริษัท มิชลิน ลงทุนทำเรื่องไกด์มิชลินและร้านอาหารดาวมิชลิน เพื่อเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ชื่อมิชลินให้อยู่ในความทรงจำของนักเดินทางและผู้ที่ชื่นชอบอาหารดีๆ เป็นที่พิสูจน์แล้วว่าการโฆษณาเพื่อส่งเสริมแบรนด์ของมิชลินคุ้มค่า

มีสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับจำนวนร้านอาหารที่ได้ดาวมิชลินตามเมืองต่างๆ อยู่ว่า คนส่วนใหญ่คิดว่านครปารีสน่าจะมีร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมากที่สุด แต่ข้อมูลที่ถูกต้องคือกรุงโตเกียว

นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคนญี่ปุ่นมีมาตรฐานสูงในเรื่องอาหารและมีความพิถีพิถันในการเตรียมอาหาร การบริการ และท้ายที่สุดคือการบริโภค ชาวญี่ปุ่นจะภูมิใจนำเสนอว่าอาหารทุกๆ จานนั้นต้องบริโภคด้วยสายตาก่อน คือ ความสวยงามก่อนแล้วจึงค่อยลิ้มรสอันโอชะของฝีมือของพ่อครัว

ทว่า น่าฉงนว่าเหตุใดจึงไม่มีแม่ครัวดังๆ ระดับประเทศหรือระดับโลก?

อันนี้ผมก็ยังหาคำตอบไม่เจอ


ชีวิตครอบครัว (25 ก.ย. 2554)

ในระยะนี้ลูกๆ เริ่มเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย “ป้อม” สอบเข้าที่คณะบัญชี (สถิติ) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกสองปีต่อมา “ป้อด” สอบเข้ารัฐศาสตร์ได้ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ส่วน “เป๊ก” ต่อมาสอบเข้าได้ที่วิศวกรรมศาสตร์ที่จุฬาฯ เช่นกัน แต่ขอไปเรียนมัธยมปีสุดท้ายที่สหรัฐอเมริกาภายใต้โครงการแลกเปลี่ยน “มูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์ไทยนานาชาติ” (American Field Services – AFS) ก่อน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ลูกชายคนเล็กตัดสินใจเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศตั้งแต่ปริญญาตรีถึงปริญญาเอก แทนที่จะกลับมาเริ่มต้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเหมือนพี่ๆ

การที่ลูกๆ สอบเข้าจุฬาฯ ได้ทั้ง 3 คน ต้องยกประโยชน์ให้คุณเพ็ญพรรณ เพราะนอกจากลูกๆ จะได้ความฉลาดจากแม่ไปแล้ว ยังได้รับการดูแลติดตามเรื่องการเรียนจากคุณแม่อย่างใกล้ชิด ส่วนผมนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไรนัก

ถ้าผมไปสอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเหมือนลูกๆ อาจสอบไม่ผ่านก็ได้ เพราะไม่มีตัวช่วยสำคัญ เช่น คุณเพ็ญพรรณ

พ่อแม่ที่เห็นลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งใบเบิกทางเริ่มต้นไปสู่ชีวิตความเป็นผู้ใหญ่และความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานย่อมมีความภูมิใจและดีใจ ผมและภรรยาก็มีความรู้สึกเช่นนั้น เราดีใจที่ได้สร้างโอกาสและให้เครื่องมือสำหรับการที่ลูกๆ จะสร้างตนเองและครอบครัวต่อไป

ความสำเร็จของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว การทำให้สมาชิกของครอบครัวมีความสุข ทำให้ลูกๆ เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม เป็นพลเมืองดีของสังคม และเป็นรากฐานของครอบครัวใหม่ที่จะสร้างคนรุ่นหลังต่อๆ ไปให้ดีกว่าอดีต

โชคดีที่คุณเพ็ญพรรณและผมอยู่ด้วยกันอย่างผาสุก มีความรักใคร่และห่วงใยซึ่งกันและกันเสมอมา ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งให้ลูกๆ ได้เห็น เรามีข้อตกลงกันว่าถ้าจะมีอะไรไม่พอใจกันก็จะไม่ให้เกินหนึ่งวัน และได้พยายามประพฤติตนเช่นนั้นเสมอมา แม้ว่าบางวันอาจยาวเกิน 24 ชั่วโมงบ้างก็ตาม

ชีวิตครอบครัวของผมเป็นชีวิตเรียบๆ ไม่ผาดโผน

โดยปกติแล้วผมไม่ดื่มเหล้าและไม่สูบบุหรี่ ตามต้นฉบับที่ได้จากเตี่ยและแม่ มีรักเดียวใจเดียว และภรรยาคนเดียว (เพราะไม่มีฝีมือมากกว่านี้) คุณเพ็ญพรรณเป็นแม่บ้านสมบูรณ์แบบ (สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ) ดูแลลูกๆ อย่างใส่ใจ ไม่หย่อนและไม่ตึงเกินควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน กิจกรรมนอกหลักสูตร เช่น ดนตรีและกีฬา ลูกๆ ทุกคนได้รับโอกาสและได้รับการส่งเสริมเหมาะสมกับสถานภาพของครอบครัวเรา

ขณะนี้ลูกทั้ง 3 คนของเรามีครอบครัวของตนเองไปแล้ว มีงานทำเหมาะสมกับวิชาชีพที่เรียนมา กำลังจะเป็นต้นไม้ใหญ่ที่จะแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงากับรุ่นต่อๆ ไป

เมื่อมองย้อนหลังกลับไป อดคิดไม่ได้ว่า ถึงแม้เราจะให้โอกาสและการสนับสนุนลูกเรามากเพียงไร แต่ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราได้จากรุ่นพ่อและแม่ของเราแล้วช่างแตกต่างกันมากมายนัก เตี่ยและแม่ผมเริ่มต้นจากศูนย์หรือติดลบ เพราะเป็นคนบ้านนอกขาดโอกาสด้านการศึกษา แต่มองการณ์ไกลและส่งเสริมสนับสนุนให้ลูกๆ เข้าเรียนที่โรงเรียนที่ดังในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ เป็นการให้แบบก้าวกระโดดที่ทำให้ลูกๆ มีโอกาสไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆ ที่อาจมีฐานะความเป็นอยู่ดีกว่าเราเหลือหลาย

นั่นเป็นความโชคดีของผมและน้องๆ

ตอนเด็กๆ “ป้อม” ลูกสาวคนโตของเรา เรียนค่อนข้างช้านับเลขหรือบวกเลขไม่ค่อยถูก ครั้งหนึ่งแม่เขาคงทนไม่ไหวเอามือจิ้มไปที่หน้าผากแล้วพูดเล่นๆ ว่า โง่ๆ ป้อมคงจำติดใจเพราะตอนที่เรียนจบและได้เกียรตินิยมจากจุฬาฯ แล้ว ลูกสาวเชิญให้แม่นั่งลงแล้วเอานิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของแม่และพูดเรียบๆ ว่า โง่แต่ได้เกียรตินิยม

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนเป็นพ่อแม่จะทำอะไรหรือพูดอะไรกับลูกๆ เขาจะจำไว้ ฉะนั้นพึงระวัง

หลังจากจบแล้วป้อมสมัครเข้าทำงานกับบริษัท เอสโซ่ ที่ผมเคยทำอยู่ก่อน ได้ทุนไปเรียนปริญญาโทต่อที่มหาวิทยาลัย เอ็ม ไอ ที (MIT) ทางด้านบริหารธุรกิจ กลับมาทำงานกับบริษัท เอสโซ่ จนถึงปัจจุบัน

ป้อมแต่งงานกับยอดพงษ์ สุตธรรม ซึ่งเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยซีอาเติลแปซิฟิก (Seattle Pacific University) และทำงานอยู่ที่เอสโซ่เช่นเดียวกัน ขณะนี้มีลูกสาว 2 คน

ส่วนป้อดใฝ่ฝันที่จะรับราชการในยุคที่คนส่วนใหญ่สนใจที่จะทำงานบริษัทหรือองค์กรเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าราชการ จึงสมัครสอบเข้าเรียนรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์ แบบเลือกคณะเดียวและมหาวิทยาลัยเดียว เขามุ่งมั่นสูงว่าจะสอบเข้าได้แน่ๆ จึงไม่เผื่อเลือกที่ไหนไว้อีกเลย โชคดีที่ได้เรียนสมปรารถนา

จากนั้นไปเรียนปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (Wisconsin University) สหรัฐอเมริกา ขณะที่ทำปริญญาโทต้องกลับมาสอบคัดเลือกเข้ารับราชการและสอบได้ เมื่อกลับมาเข้ารับราชการที่กระทรวงมหาดไทย เป็นปลัดอำเภอที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ต่อมาย้ายไปอยู่กรมดีเอสไอ เมื่อตอนเริ่มก่อตั้งใหม่ๆ ปัจจุบันสังกัดกรมราชภัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม

ทำราชการรายได้น้อย ต้องหาภรรยาที่มีอาชีพเอกชนและมีรายได้สูงหน่อยจะได้พอประคับประคองกันไปได้ ป้อดแต่งงานกับศันสนีย์ (ปิ่น) ปิตะธวัชชัย ปิ่นจบปริญญาตรีทางบัญชีจากจุฬาฯ และไปต่อปริญญาโทด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยดุ๊ค (Duke) สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันดูแลกองทุนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ป้อดและปิ่นมีลูกชายหนึ่งคน

ส่วนเป๊กนั้น เมื่อเรียนจบไฮสกูลภายใต้โครงการ เอ เอฟ เอส แล้วตัดสินใจเรียนมหาวิทยาลัยต่อที่สหรัฐอเมริกา สมัครเข้าได้ที่มหาวิทยาลัยคาเนกี้ เมลลอน เมืองพิตต์สเบิร์ก สหรัฐอเมริกา ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนี้อยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ที่คุณเพ็ญพรรณจบปริญญาโทมานั่นเอง

เมื่อจบปริญญาตรีแล้วสมัครไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่มหาวิทยาลัยคาเนกี้ เมลลอน เสนอให้ทุนเรียนต่อ จึงตัดสินใจเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดิม ท้ายที่สุดได้ไปทำปริญญาเอกทางวิศวกรรมไฟฟ้าที่สแตนฟอร์ดได้สำเร็จ หลังจากนั้นทำงานหาประสบการณ์ต่อ 2-3 ปี รวมเวลาทั้งหมดแล้วเป๊กศึกษาและทำงานอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 13 ปี กลับมาแล้วทำงานให้ McKinsey อยู่ 3-4 ปี ก่อนตัดสินใจไปเป็นนายธนาคารกับธนาคารไทยพาณิชย์

เป๊กแต่งงานกับดาริชา (กุ้ง) เตโชพิทยากูล กุ้งเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล ไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปริญญาตรีและโท จากมหาวิทยาลัย เอ็ม ไอ ที (MIT) และมาจบปริญญาเอกที่สแตนฟอร์ด สาขาคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีลูกสาว 2 คน

อ่านต่อสัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์