posttoday
ปัญหาที่มาของวุฒิสภา

ปัญหาที่มาของวุฒิสภา

04 ตุลาคม 2556

ปัญหาร่างแก้กฎหมายที่มาของ สว.นี้ก็คือ ฝ่ายหนึ่งต้องการให้เงื่อนไขการลงสมัครรับเลือกตั้ง สว.นั้นอยู่ภายใต้หลักสิทธิ เสรีภาพ ที่เปิดให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวาง แต่อีกฝ่ายเห็นว่าการไม่จำกัดเงื่อนไขหรือไม่พยายามออกแบบเขตเลือกตั้งให้เหมาะสมจะนำไปสู่การมีวุฒิสภาที่เต็มไปด้วย “คนของพรรคการเมือง” ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) ได้แก้ไขยอมให้ “ลูก เมีย พ่อ แม่ และเครือญาติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง สว.ได้” อีกทั้งเปิดโอกาสให้ “ผู้ที่เป็น สส.ขณะนี้สามารถลาออกจากการเป็น สส.แล้วโดดลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว.ได้ทันที โดยไม่ต้องเว้นระยะเวลาเลย”

ปัญหาร่างแก้กฎหมายที่มาของ สว.นี้ก็คือ ฝ่ายหนึ่งต้องการให้เงื่อนไขการลงสมัครรับเลือกตั้ง สว.นั้นอยู่ภายใต้หลักสิทธิ เสรีภาพ ที่เปิดให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวาง แต่อีกฝ่ายเห็นว่าการไม่จำกัดเงื่อนไขหรือไม่พยายามออกแบบเขตเลือกตั้งให้เหมาะสมจะนำไปสู่การมีวุฒิสภาที่เต็มไปด้วย “คนของพรรคการเมือง” ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) ได้แก้ไขยอมให้ “ลูก เมีย พ่อ แม่ และเครือญาติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง สว.ได้” อีกทั้งเปิดโอกาสให้ “ผู้ที่เป็น สส.ขณะนี้สามารถลาออกจากการเป็น สส.แล้วโดดลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว.ได้ทันที โดยไม่ต้องเว้นระยะเวลาเลย”

ถ้าสมาชิกวุฒิสภาเต็มไปด้วยคนในครอบครัวของ สส. คำถามที่เกิดขึ้นคือ วุฒิสภาจะสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลสภาผู้แทนราษฎรได้แค่ไหน สามารถชะลอกระบวนการร่างและออกกฎหมายโดยสภาผู้แทนราษฎรให้ช้าลงได้ สามารถทำให้การออกกฎหมายเป็นไปโดยใช้ดุลยพินิจและมีการไตร่ตรองถึงผลลัพธ์ในระยะยาวมากขึ้น การควบคุมตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารจะมีประสิทธิภาพแค่ไหน

ร่างกฎหมายที่มาของ สว.ที่ถูกแก้ไขขณะนี้ กำหนดว่า มาตรา 112 การเลือกตั้ง สว.ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้สมัครในเขตนั้นได้ 1 คน การคำนวณเกณฑ์จำนวน สว.ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี โดยให้มี สว. 1 คนต่อประชากรประมาณ 3.25 แสนคน จังหวัดไหนมี สว.ได้มากกว่าหนึ่งคน ก็ให้นับคะแนนสูงสุดและลดหลั่นลงมาตามจำนวน สว.ที่จังหวัดนั้นสามารถมีได้ ในแง่นี้ที่มาของ สว.แตกต่างจากที่มาของ สส. เพราะเขตเลือกตั้งของ สส.จะเล็กแคบกว่า และเกณฑ์ของการมี สส. คือ สส. 1 คนต่อประชาชนประมาณ 1.7 หมื่นคน

หมายความว่า ผู้ที่จะได้รับเลือกเป็น สว.จะต้องเป็นที่รู้จักและยอมรับของคนจำนวนมากกว่า สส. แต่ถ้าจังหวัดไหนเป็นจังหวัดที่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งชนะการเลือกตั้ง สส.ทุกเขต โอกาสที่ผู้ที่สมัคร สว.ที่เป็น “คนของพรรค” จะชนะเลือกตั้งได้เป็น สว.ก็มีสูงมาก เช่น ในหลายจังหวัดในภาคอีสาน ก็จะได้ สว.ที่เป็นพวกพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกันกับที่จังหวัดในภาคใต้ก็จะได้ สว.เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในแง่นี้หากการจัดปรับทัพของพรรคการเมืองแต่ละพรรคต้องการส่ง สส.ของตนมาลงแข่งขันในสนาม สว.ก็ย่อมทำได้ ดังนั้น เราก็จะเห็นภาพ “ความเป็นคนของพรรค” มาลงสมัครชัดเจนขึ้นทันที เมื่อเห็นรายชื่อของผู้สมัคร สว.หลังเดือน มี.ค. 2557 และก็ชัดเจนเป็นทางการขึ้น

หลังผลการเลือกตั้ง สว. ไม่ว่าจะเป็นคนของพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่นๆ ซึ่งสามารถคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า หน้าตาของ สว.ในจังหวัดต่างๆ ก็จะไม่ต่างจากจำนวนคะแนนเสียง สส.ในจังหวัดนั้นเท่าไรนัก

แต่การมีระบบสองสภา นั่นคือ นอกจากจะมีสภาผู้แทนราษฎรแล้วยังมีวุฒิสภา ก็เพราะต้องการให้วุฒิสภาทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลสภาผู้แทนราษฎรและการทำงานของรัฐบาล ถ้าประชาชนเข้าใจการมีอยู่ของระบบสองสภาว่า ในการเลือก สว. เขาไม่ควรเลือก “คนของพรรค” ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่เขาชื่นชอบมากแค่ไหนก็ตาม

หากคนแบบนี้มีเป็นจำนวนมากกว่าคนที่ยังคิดว่าควรจะต้องเลือก “คนของพรรค” มาเป็น สว. การแก้กฎหมายที่มาของ สว.ที่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองตรวจสอบถ่วงดุลของประมุขฝ่ายตุลาการและประมุขของรัฐนี้ก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อหลักการของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ใช้กันอยู่ขณะนี้

มิฉะนั้นแล้ว การมีวุฒิสภาก็จะเป็นสิ่งที่ซ้ำซ้อนกับสภาผู้แทนราษฎรและไม่มีประโยชน์อันใดต่อสาธารณะ แต่จะกลับกลายเป็นการสร้างภาพลวงตาให้เข้าใจว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยมีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลและกฎหมายที่ผ่านรัฐสภามามีความถูกต้องชอบธรรม ทั้งๆ ที่จริงเป็นการควบรวมอำนาจโดยอ้างหลักสิทธิ เสรีภาพโดยไม่มีเงื่อนไข และจะนำไปสู่การสร้างปัญหาต่อสถาบันทางการเมืองต่างๆ ให้พังทลายลง

หากประชาชนที่เข้าใจในหลักการมีน้อย ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ พวกเขาจะเห็นว่าหรือถูกติงว่า การตัดสินใจเลือก สว.ที่เป็น “คนที่เป็นอิสระจากพรรค” อาจจะไม่ส่งผลอะไร เพราะเสียงของพวกเขามีน้อย หรือเขาคิดว่าคนส่วนใหญ่จะเลือก “คนของพรรค” กันทั้งนั้น ทำให้เขาต้องกลับมาคิดว่า ตกลงแล้วเขาควรจะเลือก “คนของพรรค” เสียดีกว่า เพื่อให้ “คนของพรรคหนึ่ง” ไปถ่วงดุลกับ “คนของอีกพรรคหนึ่ง” ดังนั้น ร่างกฎหมายที่มาของ สว. ภายใต้เงื่อนไขที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจหลักการก็จะบีบให้คนส่วนน้อยที่เข้าใจไม่สามารถลงคะแนนได้อย่างถูกต้องตามหลักการที่แท้จริง เพราะในที่สุดก็ต้องเลือกลงคะแนนในเชิงยุทธศาสตร์ หรือไม่ก็เลือก “คนอิสระ” แต่ต้องยอมรับว่าไม่ได้ผลอะไรมาก หรือไม่ก็ “ไม่เลือกใครเลย”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในที่สุดแล้ว หากร่างกฎหมายนี้ผ่าน หัวใจสำคัญที่เหลืออยู่อย่างเดียวที่จะเป็นความหวังที่จะรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของอนาคตทางการเมืองของเราก็คือ วิจารณญาณความเข้าใจและการกลั่นกรองตรวจสอบ “ของ” และ “โดย” “ประชาชน” ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI