
ทูลเกล้าฯ รธน. ปลุกพลังต้าน ดับปรองดอง
นับเป็นอีกก้าวย่างที่สุ่มเสี่ยงของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับการตัดสินใจเดินหน้าลุยนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับประเด็นที่มาของ สว. ซึ่งผ่านการลงมติวาระ 3 ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
นับเป็นอีกก้าวย่างที่สุ่มเสี่ยงของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับการตัดสินใจเดินหน้าลุยนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับประเด็นที่มาของ สว. ซึ่งผ่านการลงมติวาระ 3 ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย แบบไม่สนใจกระแสคัดค้าน
เมื่อด้านหนึ่งมองว่าผลลัพธ์ครั้งนี้อาจมีผู้นำไปยื่นถอดถอนพ้นเก้าอี้นายกฯ ด้วยข้อหาเข้าข่ายจงใจละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อีกด้านหนึ่ง มองไกลต่อไปว่า ท่าทีเช่นนี้กำลังจะกลายเป็นชนวนปลุกความขัดแย้งระลอกใหม่ในสังคม
ปัญหาอยู่ตรงที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งทั้งเนื้อหาและกระบวนการแก้ไขมีปัญหาในหลายจุด จนถึงขั้นที่ทั้ง สส. และ สว.เข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ที่สำคัญศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว
การละเลยธรรมเนียมปฏิบัตินำกฎหมายที่ยังมีปัญหาพิพาท และกระบวนการวินิจฉัยความถูกต้องยังไม่เสร็จสิ้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จึงถือเป็นการกระทำอันมิบังควร เพราะทั้ง สส. สว. พยายามเรียกร้องให้ระงับยับยั้งรอความชัดเจนก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้วก็ตาม
แต่อีกด้านหนึ่งเสียงสะท้อนจากฟากรัฐบาล พยายามชี้แจงยืนยันหลักการความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 150 ที่นำมาบังคับใช้โดยอนุโลมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งบังคับให้นายกฯ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
พร้อมกับโต้แย้งว่ามาตรา 154 ที่ทาง สส.ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาทัดทานไม่ให้นายกฯ นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายนั้น เป็นบทบัญญัติที่บังคับใช้กับ พ.ร.บ.ไม่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐานมาแล้ว
แต่ปัญหาอยู่ตรงท่าทีอันเร่งรีบดำเนินการทูลเกล้าฯ ถวาย ทั้งที่นายกฯ มีกรอบเวลาถึง 20 วัน ห้วงเวลาดังกล่าวสามารถเว้นระยะไว้ติดตามคอยดูความคืบหน้าในการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญที่อาจมีคำวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา หรือหากไม่มีคำวินิจฉัยใดๆ แล้วครบกำหนด 20 วัน ถึงนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายก็คงไม่มีเสียงคัดค้านเท่านี้
ทว่า ประเมินแล้วการตัดสินใจยอมเลือกเดินทางเสี่ยงของนายกฯ อาจคุ้มค่าสำหรับรัฐบาลที่ต้องการเร่งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า การคัดสรร สว.ที่จะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คนนั้นจะไม่มีอุปสรรคใดๆ ต้องสะดุดก่อนที่ชุดเก่าจะครบวาระในเดือน เม.ย.ปีหน้า
ค่อนข้างชัดเจนว่าความพยายามแก้ไขที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้น เป็นเพราะต้องการสลายเครือข่ายที่เป็นผลพวงจากปฏิวัติ จนกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่่รัฐบาลไม่อาจนิ่งนอนใจ พร้อมต้องการเพิ่มเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งสองสภา
ด้วยอำนาจของวุฒิสภา ที่ถือเป็นกลไกสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองกฎหมาย หรือทั้งสรรหาบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมไปถึงการชี้ขาดในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง การย่ามใจของรัฐบาลเร่งเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นชนวนขัดแย้งอีกประเด็นที่จะปลุกมวลชนที่เห็นว่าการกระทำของรัฐบาลไม่ถูกต้องเหมาะสม ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ต่อต้านรัฐบาล เพิ่มเติมจากประเด็นเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่ผ่านมา
ยิ่งในประเด็นนี้ที่เป็นประเด็นอ่อนไหวของสังคมที่อาจถูกหยิบยกไปขยายผล หรือเป็นเชื้อสะสมนำไปประเด็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มคัดค้านรัฐบาลต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ เสื้อหลากสี ไทยสปริง ฯลฯ
ที่สำคัญท่าทีเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อไปถึงความพยายามเดินหน้าปฏิรูป สร้างความปรองดองประเทศ เพราะแทนที่จะสลายความขัดแย้ง แต่กลับไปเติมเชื้อเพิ่มความรุนแรงซ้ำเติมความแตกแยกในสังคมให้เพิ่มมากขึ้น
ความพยายามของรัฐบาลที่อาศัย “บรรหาร ศิลปอาชา” มาเป็นมือประสาน เดินสายพบปะกลุ่มต่างๆ เพื่อแสวงหาความร่วมมือ ซึ่งทำท่าจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเมื่อคู่ขัดแย้งในหลายส่วนออกมาปฏิเสธจะเข้าร่วมกระบวนการของรัฐบาลที่เห็นว่าไม่เดินไปสู่ความปรองดอง หรือปฏิรูปประเทศได้จริง
การขยับครั้งนี้ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ด้วยการตัดสินใจโยน “เผือกร้อน” ให้พ้นมือและยอมไปเสี่ยงตายเอาดาบหน้า แม้จะประเมินแล้วอาจได้มากกว่าเสีย แต่ผลพวงที่จะตามมาอย่างการสร้างความขัดแย้งระลอกใหม่ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องน้อมรับของผลที่จะเกิดขึ้น







