posttoday
เปิดแฟ้มโอบามาแคร์ต้นเหตุมะกันชัตดาวน์

เปิดแฟ้มโอบามาแคร์ต้นเหตุมะกันชัตดาวน์

03 ตุลาคม 2556

สร้างเซอร์ไพรส์ต้อนรับทุกประเทศทั่วโลกส่งท้ายไตรมาสสุดท้ายของปี เมื่อสภาคองเกรสสหรัฐไม่สามารถตกลงแผนงบประมาณประจำปี 2557

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

สร้างเซอร์ไพรส์ต้อนรับทุกประเทศทั่วโลกส่งท้ายไตรมาสสุดท้ายของปี เมื่อสภาคองเกรสสหรัฐไม่สามารถตกลงแผนงบประมาณประจำปี 2557 จนต้องสั่งปิดหน่วยงานรัฐบางส่วนที่ไม่จำเป็นเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา สวนทางกับการคาดการณ์และคาดหวังของนักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดี บารัก โอบามา จะสามารถอนุมัติแผนงบประมาณประจำปีได้อย่างเฉียดฉิวทันกำหนดเส้นตายเหมือนในอดีต

ทั้งนี้ ประเด็นขัดแย้งสำคัญที่นำไปสู่การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐครั้งแรกในรอบกว่า 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2538 สมัยที่ บิล คลินตัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ก็คือการผลักดันการปฏิรูปกฎหมายหลักประกันสุขภาพอย่างทั่วถึง (Affordable Care Act) หรือที่รู้จักกันดีในนาม โอบามาแคร์

สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ตามติดเหตุบ้านการเมืองในสหรัฐมาโดยตลอด ย่อมรู้ดีว่าความเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบประกันสุขภาพข้างต้นของฝ่ายพรรคเดโมแครตนี้ ดำเนินมาแล้วแทบจะในทุกครั้งที่พรรคได้เป็นรัฐบาล ทว่าในทุกครั้งพรรครีพับลิกันจะออกโรงขัดขวางข้อเสนอดังกล่าว กระทั่งหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เคยคำนวณคร่าวๆ ว่า นับตั้งแต่ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในปี 2554 รีพับลิกันใช้เวลาในสภาทั้งหมดจนถึงปัจจุบันกว่า 15% หมดไปกับความพยายามตัดงบ แก้ไข หรือยกเลิกกฎโอบามาแคร์

เมื่อกลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้หลายฝ่ายเกิดความสงสัยใคร่รู้แล้วว่า “โอบามาแคร์” คืออะไร และเพราะเหตุใดพรรคสายอนุรักษนิยมอย่างรีพับลิกัน และชาวสหรัฐบางส่วนถึงได้คัดค้านอย่างเอาเป็นเอาตาย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า สหรัฐอเมริกาถือเป็นชาติพัฒนาแล้วชาติเดียวบนโลกใบนี้ที่ประชากรทั้งหมดของประเทศไม่มีประกันสุขภาพกันทั่วทุกคน ซึ่งหลักๆ แล้วการประกันสุขภาพในสหรัฐจะเกิดขึ้นได้ 3ทางด้วยกัน คือ 1) บริษัท/นายจ้าง 2) รัฐบาล และ 3) ประชาชนซื้อเอง ส่งผลให้ชาวสหรัฐส่วนหนึ่งไม่มีระบบประกันสุขภาพใช้ โดยข้อมูลจากรัฐบาลกลางประเมินว่า ขณะนี้มีชาวเมริกัน ราว 32 ล้านคน ที่ไม่มีประกันสุขภาพคุ้มครอง

ถามว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่คิดซื้อประกันหรืออย่างไร คำตอบก็คือ แม้จะอยากซื้อ แต่ก็ไม่สามารถรับภาระชำระเบี้ยประกันที่แพงแสนแพงและมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนมากมายจนคร้านและคร้ามที่จะทำความเข้าใจ

ดังนั้น กฎโอบามาแคร์จึงเกิดขึ้นเพื่อขจัดปัญหาดังกล่าว รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ชาวอเมริกันทั่วประเทศซื้อประกันสุขภาพ ภายใต้หลักการเบื้องต้นว่า หากใครไม่มีประกันสุขภาพก็จะต้องโดนลงโทษด้วยการเสียค่าปรับที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะรัฐบาลจะหักค่าปรับผ่านระบบลดหย่อนภาษี

ทั้งนี้ ใจความสำคัญของหลักประกันสุขภาพฉบับล่าสุดที่จะต้องใช้เงินงบประมาณสูงถึง 9.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐนี้ ประกอบด้วย การออกกฎให้เจ้าของกิจการต้องซื้อประกันให้ลูกจ้างทุกคน ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กจะได้รับการลดหย่อนภาษีจากรัฐเพื่อจูงใจให้ซื้อประกัน

ขณะเดียวกัน โครงการประกันสุขภาพรัฐอย่างเมดิกแคร์สำหรับผู้สูงอายุและเมดิกเอดสำหรับคนจนจะขยายให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยกฎล่าสุดกำหนดว่าใครก็ตามที่มีรายได้มากกว่าเส้นความยากจนที่รัฐกำหนด แต่ยังน้อยกว่า 94,200 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.83 ล้านบาท/ครอบครัวสมาชิก 4 คน) สามารถเลือกซื้อประกันที่รัฐบาลอุดหนุนในตลาดที่รัฐจัดไว้ให้เป็นพิเศษ ซึ่งขณะนี้มีแผนประกันจากบริษัทประกันมากถึง 53 โครงการ ส่วนครัวเรือนใดที่มีรายได้ต่ำกว่า 133% ของเส้นความยากจนสามารถขอเข้าโครงการเมดิกเอดได้ทันที

นอกจากนี้ กฎล่าสุดยังขยายอายุของเยาวชนให้สามารถได้รับการคุ้มครองภายใต้การประกันของผู้ปกครองจาก 19 ปี เป็น 26 ปี ฟากบริษัทประกันจะต้องรับทำประกันให้กับทุกคนไม่ว่าจะแข็งแรงหรือเจ็บป่วย ยากจนหรือร่ำรวยโดยไม่เกี่ยงงอนและต้องในราคาที่เหมาะสมกับสถานภาพของบุคคลที่ซื้อประกันและราคาประกันสุขภาพของชายหญิงต้องเท่าเทียมกัน

ยิ่งไปกว่านั้น การประกันสุขภาพฉบับใหม่ยังขยายจนครอบคลุมแทบจะทุกด้านของสุขภาพ ไล่เรียงตั้งแต่การรักษาผู้พิการ การเจ็บป่วยฉุกเฉิน คลอดบุตร ดูแลทารกแรกเกิด ค่าห้องพักโรงพยาบาล สุขภาพจิต การบำบัดต่างๆ ค่าห้องแล็บ ค่ายา โรคเรื้อรัง และโรคในเด็ก

สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เมื่อใดก็ตามที่ชาวอเมริกันป่วย ประกันสุขภาพของโอบามาแคร์แทบจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเกือบหมดทุกอย่าง โดยข้อบังคับทั้งหมดภายใต้กฎโอบามาแคร์จะเริ่มบังคับใช้อย่างจริงจังในปี 2557 เพื่อให้เวลาชาวอเมริกันดำเนินการซื้อประกันสุขภาพ

ทว่าแม้โอบามาแคร์จะดูดีมีราคาเพียงใด พรรครีพับลิกันกลับไม่สามารถทำใจยอมรับได้ โดยนักวิเคราะห์การเมืองลงความเห็นว่าสาเหตุที่พรรคคัดค้านส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเป็นผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมรายใหญ่ในประเทศสหรัฐ

กระนั้น หากพิจารณาจากข้อมูลที่พรรครีพับลิกันยกขึ้นมาคัดค้านจะพบว่ามีอยู่ 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ 1) ปริมาณเงินงบประมาณมหาศาลที่รัฐบาลต้องสิ้นเปลืองไปกับโอบามาแคร์ ซึ่งถึงรัฐบาลสหรัฐจะคำนวณแล้วว่างบประมาณที่ต้องใช้ไม่มีทางเกินกว่า 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 33 ล้านบาท) แน่นอน แต่รีพับลิกันกลับประเมินได้ว่าค่าใช้จ่ายจริงของโอบามาแคร์น่าจะพุ่งสูงกว่าที่รัฐบาลระบุไว้ 23 เท่า

เหตุผลที่ 2 ) คือความวิตกว่าโอบามาแคร์จะทำให้สถานการณ์ว่างงานของสหรัฐในปัจจุบันเลวร้ายมากขึ้น เพราะการบังคับให้บริษัทเอกชนทั้งรายใหญ่และรายย่อยต้องซื้อประกันให้ลูกจ้าง ไม่ต่างอะไรกับการบีบบังคับทางอ้อมให้บริษัทลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยการลดคนงาน และหันมาจ้างพนักงานพาร์ตไทม์มากขึ้นเพื่อเลี่ยงการซื้อประกัน

ขณะที่ข้อคัดค้านสุดท้าย สืบเนื่องจากจุดยืนของพรรครีพับลิกันเองที่ยึดหลักการของตลาดเสรีและโอบามาแคร์ที่ตั้งกฎบังคับบริษัทประกันและโรงพยาบาลเอกชนจึงเข้าข่ายแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้นในตลาดเสรี แถมการบังคับให้ทุกคนต้องซื้อประกันที่พรรครีพับลิกันมองว่าเป็นสินค้าชนิดหนึ่งในตลาดยังถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

ยังไม่นับรวมถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลสหรัฐเพื่อนำมาใช้เป็นเงินอุดหนุนโครงการโอบามาแคร์ที่ทางพรรครีพับลิกันระบุชัดเจนว่า นอกจากจะไม่ช่วยลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลแล้ว ยังน่าจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับภาคเอกชนของประเทศมากกว่า

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ท่ามกลางความจำเป็นที่รัฐบาลสหรัฐต้องเร่งผ่านร่างงบประมาณประจำปี เพื่อหลีกเลี่ยงความยืดเยื้อของการปิดหน่วยงานรัฐ ความไม่ลงรอยระหว่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันในประเด็นเรื่องประกันสุขภาพข้างต้นในสภาคองเกรส จะเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ยังคงยากเกินคาดเดา

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน