posttoday
เอดีบีหั่นเป้าจีดีพีไทยเชื่อสหรัฐแก้เพดานหนี้ได้

เอดีบีหั่นเป้าจีดีพีไทยเชื่อสหรัฐแก้เพดานหนี้ได้

03 ตุลาคม 2556

ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส สำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า เอดีบีได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 3.8% จากเดิม 4.9% ส่วนปี 2557 จะขยายตัวที่ 4.9% ลดลงเล็กน้อยจาก 5% ที่เคยคาดการณ์ไว้ ภายใต้สมมติฐานว่ารัฐบาลสามารถเบิกจ่ายงบโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ได้มากขึ้น และเริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะช่วยเศรษฐกิจปีหน้าและปีต่อๆ ไปให้ขยายตัวดีขึ้น

ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส สำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า เอดีบีได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 3.8% จากเดิม 4.9% ส่วนปี 2557 จะขยายตัวที่ 4.9% ลดลงเล็กน้อยจาก 5% ที่เคยคาดการณ์ไว้ ภายใต้สมมติฐานว่ารัฐบาลสามารถเบิกจ่ายงบโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ได้มากขึ้น และเริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะช่วยเศรษฐกิจปีหน้าและปีต่อๆ ไปให้ขยายตัวดีขึ้น

เอดีบี ระบุว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ โดยขยายตัว 4.1% จากการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง ขยายตัวเพียง 3.4% หลังจากการใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูน้ำท่วมหมดลง และหมดโครงการรถยนต์คันแรก ขณะที่การลงทุนเอกชนขยายตัวเพียง 2.4% และแนวโน้มครึ่งปีหลังการบริโภคจะยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังลดลงต่อเนื่อง และหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 77.5% ของจีดีพี ฉุดการบริโภคภาคเอกชน

ด้านการส่งออกก็ชะลอตัวแรงกว่าที่คิด โดยปีนี้คาดจะขยายตัวได้เพียง 2% จากเดิมที่คาดว่าขยายตัว 7% ทำให้ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยยังไม่สดใสในระยะสั้น

นอกจากนี้ เอดีบียังคงติดตามความเสี่ยงจากการลงทุนภาครัฐที่อาจล่าช้าออกไปอีก จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า รวมถึงความเสี่ยงจากการขยายตัวของประเทศอุตสาหกรรมหลักและจีนที่อาจต่ำกว่าคาดการณ์ และยังต้องจับตามองสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่อาจกลับมาตึงเครียดอีก

ส่วนปัญหางบประมาณของสหรัฐนั้น เอดีบีมองว่าภาวะที่สหรัฐปิดหน่วยราชการบางแห่ง (Government Shutdown) จะเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น ไม่น่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และสุดท้ายเชื่อว่าทางการสหรัฐจะเจรจาตกลงเรื่องเพดานหนี้ได้ตามกำหนด

ด้าน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เรียกประชุมคณะทำงานกำกับบริหารนโยบายเศรษฐกิจ มี นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และปลัดกระทรวงต่างๆ ร่วมประชุม

กิตติรัตน์ กล่าวว่า นายกฯ เป็นห่วงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จึงขอให้ทุกหน่วยงานดูแลไม่ให้มีความผันผวนมากเกินไป โดยการปิดหน่วยงานของสหรัฐเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2538 เป็นเวลา 21 วัน ผลกระทบที่เกิดกับสหรัฐไม่ร้ายแรงนัก และไม่มีกระจายตัวออกนอกสหรัฐ

“ส่วนปัญหาการขยายเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐที่ยังไม่ได้ข้อสรุปนั้น เชื่อว่าสหรัฐจะแก้ปัญหาได้ โดยสลับรายการชำระหนี้บางรายการเพื่อไม่ให้ผิดนัด” กิตติรัตน์ กล่าว

ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ฟิทช์ เรทติ้งส์ เปิดเผยว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐครั้งแรกในรอบ 17 ปี จะไม่ส่งผลให้มีการปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐลงจากระดับ AAA แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะบั่นทอนความเชื่อมั่นด้านกระบวนการจัดสรรงบประมาณของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ ระบุว่า จะมีการพิจารณาทบทวนปัจจัยลบที่อาจจะมีขึ้นต่ออันดับเครดิตของสหรัฐ หากไม่สามารถเพิ่มเพดานหนี้ได้ทันเวลา ซึ่งจะทำให้กระทรวงการคลังต้องปรับลดการใช้จ่ายขนานใหญ่ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

ด้านสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ระบุว่า ประเด็นเพดานหนี้ในปัจจุบันไม่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตของสหรัฐที่ AA+ โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลให้มีความไม่แน่นอน แต่ตราบใดที่เป็นไปในช่วงสั้นๆ ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิต

อย่างไรก็ตาม ในเดือน ส.ค. 2554 เอสแอนด์พีได้ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐลงจาก AAA มาอยู่ที่ AA+ หลังจากมีความขัดแย้งด้านเพดานหนี้ในปีดังกล่าว

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI