posttoday
“องค์กรอิสระ” ยุคผลัดใบของแสลงคู่ "เพื่อไทย"

“องค์กรอิสระ” ยุคผลัดใบของแสลงคู่ "เพื่อไทย"

02 ตุลาคม 2556

“องค์กรอิสระ” เป็นตัวแปรหนึ่งที่มีผลต่อทิศทางทางการเมือง เพราะมีอำนาจให้คุณให้โทษจะให้ใครอยู่หรือออกจากตำแหน่ง

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

“องค์กรอิสระ” เป็นตัวแปรหนึ่งที่มีผลต่อทิศทางทางการเมือง เพราะมีอำนาจให้คุณให้โทษจะให้ใครอยู่หรือออกจากตำแหน่ง

มาในช่วงนี้ถือว่าเป็นจังหวะสำคัญที่องค์กรอิสระต่างๆ กำลังอยู่ในช่วงผลัดใบ โดยเฉพาะการพ้นตำแหน่งแบบยกชุดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 คนที่มี “อภิชาต สุขัคคานนท์” เป็นประธาน และการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 1 คนแทน “กล้านรงค์ จันทิก” ที่เพิ่งหมดวาระการดำรงตำแหน่ง

ปรากฏว่า การชิงเก้าอี้ กกต.และ ป.ป.ช.มีแนวโน้มว่าจะเข้มข้นเมื่อมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมลงสมัครกันอย่างคับคั่ง ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุคคลที่สามารถทำให้พรรคเพื่อไทยเกิดอาการเสียวสันหลังได้

เริ่มกันที่ “การสรรหา 5 เสือ กกต.” ต้องยอมรับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะ กกต.ชุดใหม่จะเข้ามาทำหน้าที่สำคัญในเร็วๆ นี้ เช่น การเลือกตั้ง สว.ในปี 2557 (ถ้าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้) และการเลือกตั้ง สส.ในปี 2558 (ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ยุบสภาผู้แทนราษฎรก่อน) ส่งผลให้การเลือก กกต.เกิดการแข่งขันอย่างดุเดือดทั้งในเวทีคณะกรรมการสรรหา และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้การสรรหามาจาก 2 ส่วน ได้แก่ 1.คณะกรรมการสรรหาทำการคัดเลือกผู้สมัครให้เหลือ 3 คน และ2.ให้ที่ประชุมศาลฎีกาเลือกผู้สมัครให้เหลือ 2 คน จากนั้นต้องส่งชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกทั้ง 5 คนให้วุฒิสภาเห็นชอบ

ในส่วนกระบวนการของคณะกรรมการสรรหานั้น มีผู้สมัครทั้งสิ้น 42 คน และเตรียมลงมติคัดเลือกให้เหลือ 3 คน ในวันที่ 15 ต.ค. โดยจากรายชื่อที่ออกมาเบื้องต้นมีตัวเต็งที่มีแนวโน้มว่าจะเข้าตาคณะกรรมการสรรหา 7 คน

“อรรณพ ลิขิตจิตถะ” รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีฐานะเป็นน้องชาย “ชาญชัย ลิขิตจิตถะ” องคมนตรี อดีตประธานศาลฎีกา และอดีต รมว.ยุติธรรมสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

“พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี” เพิ่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมมาสดๆ ร้อนๆ ในอดีตเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ถูกเด้งมานั่งเก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติทันทีที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

“วัยวุฒิ หล่อตระกูล” อัยการอาวุโสและอดีตรองอัยการสูงสุด มีผลงานโดดเด่นเป็นอย่างมาก เช่น การเป็นคณะทำงานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2553 จากกรณีรับเงินบริจาค 258 ล้านบาท จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน รวมทั้งการร่วมรับผิดชอบในคดีก่อการร้ายที่มีแกนนำเสื้อแดงเป็นจำเลย

“คมสัน โพธิ์คง” อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ยุคหนึ่งได้เคยเป็นทีมสอบสวนการทุจริตเลือกตั้งในสมัยที่ “สวัสดิ์ โชติพานิช” นั่งเก้าอี้ กกต. ระหว่างปี 25402544 จากนั้นผันตัวเข้ามาทำงานด้านวิชาการและได้มีโอกาสเข้ามามีบทบาททางการเมืองในนามกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และยังเป็นนักวิชาการด้านนิติศาสตร์คนสำคัญที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบันอย่างเข้มข้น

“วรินทร์ เทียมจรัส” อดีต สว.สรรหา เป็นอีกคนที่น่าจับตามองเพราะเป็นคนแรกที่อาศัยช่องทางตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่เมื่อปีที่ผ่านมา ช่วยให้หลายฝ่ายอาศัยแนวทางนี้เพื่อขัดขวางไม่ให้พรรคเพื่อไทยแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ประวิช รัตนเพียร” อดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน อีกตัวเต็งคนสำคัญ โดยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นที่ยอมรับจากทุกสีเสื้อ

“พล.ต.อ.ทวีศักดิ์ ตู้จินดา” อดีตประธาน กกต.กทม. ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับการคัดเลือกของที่ประชุมศาลฎีกามีเหตุการณ์ไม่น่าเชื่อเมื่อผู้พิพากษาศาลฎีกา 136 คน ไม่สามารถลงมติคัดเลือกว่าที่ กกต.ให้เหลือ 2 คนได้ตามกำหนดการเมื่อวันที่ 30 ก.ย. หลังจากลงมติได้ว่าที่ กกต.เพียงคนเดียวจากผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมด 9 คน คือ “ศุภชัย สมเจริญ” ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

เป็นผลให้ประธานศาลฎีกาต้องนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 9 ต.ค. ซึ่งมีการประเมินว่า “ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม” ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาและเจ้าของสำนวนคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย น่าจะได้รับการคัดเลือก เพราะเป็นผู้ได้คะแนนสูงสุดในการออกเสียงรอบแรกคู่กับท่านชัยสิทธิ์ แต่เกิดเหตุการณ์เสียงแตกในการลงคะแนนรอบสองเลยยังไม่ได้รับตำแหน่ง ขณะที่สังเวียน “การเลือกกรรมการ ป.ป.ช.” แม้ว่าจะเลือกเพียงคนเดียวก็ตามแต่ก็ดุเดือดไม่น้อย เนื่องจากเส้นทางของ ป.ป.ช.ข้างหน้านั้นจะต้องชี้ขาดคดีสำคัญหลายคดี อาทิ โครงการรับจำนำข้าว การถอดถอนนายกรัฐมนตรี รวมทั้งโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท เป็นต้น

ผู้สมัคร 10 คนที่เสนอตัวเข้ามาต้องนับว่าชื่อของ “สุภา ปิยะจิตติ” รองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งกำลังจะเกษียณอายุราชการในปี 2557 ถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะได้รับฉันทามติจากคณะกรรมการสรรหาในวันที่ 15 ต.ค. เพราะได้รับแรงหนุนจากกรรมการ ป.ป.ช.หลายรายในฐานะเป็นกำลังสำคัญของ ป.ป.ช.ในการช่วยตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว

รองลงมาเป็น “พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ” รองปลัดกระทรวงยุติธรรม มีผลงานจากการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณฟื้นฟูปัญหาน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) จนสร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีบารมีในพรรคเพื่อไทยก่อนถูกเด้งในเวลาต่อมา

เห็นแบบนี้แล้วองค์กรอิสระในยุคผลัดใบยังคงเป็นของแสลงของพรรคเพื่อไทยที่ต้องอยู่คู่กันไปอีกนาน

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา