
พลังงานทดแทนกับโควตา
สัปดาห์ที่แล้วมีการอภิปรายผลงาน 1 ปีของรัฐบาล หลังจากเวลาผ่านไป 2 ปีเต็มๆ มีรายงานเล่มหนากว่า 1 นิ้ว น้ำหนักเกือบ 2 กก. แต่น้ำหนักของสาระอาจเทียบกันไม่ได้
สัปดาห์ที่แล้วมีการอภิปรายผลงาน 1 ปีของรัฐบาล หลังจากเวลาผ่านไป 2 ปีเต็มๆ มีรายงานเล่มหนากว่า 1 นิ้ว น้ำหนักเกือบ 2 กก. แต่น้ำหนักของสาระอาจเทียบกันไม่ได้
ในส่วนของพลังงานทดแทน รายงานระบุว่ามีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ซึ่งฟังดูดี แต่หากพิจารณาวิธีบริหารงานดูเหมือนจะกินบุญเก่า ในขณะที่ของใหม่เสียโอกาสที่จะเกิดขึ้น
การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในช่วงแรกมักมีต้นทุนสูงกว่าพลังงานฟอสซิล จึงต้องมีการส่งเสริมและให้เงินอุดหนุนในระดับที่เหมาะสม และมีการบริหารที่โปร่งใสถ้าอุดหนุนน้อยไปก็จะไม่สามารถจูงใจให้มีการผลิตการใช้ แต่มากไปก็เกิดกำไรเกินควร ที่เป็นภาระของผู้บริโภค ถ้าอุดหนุนอย่างมีจำนวนจำกัดก็เป็นโอกาสแห่งการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการมีโควตาที่ไม่โปร่งใส
เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้า ได้เกิดระบบ Adder หรือส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้า ซึ่งรวมแล้วจะเป็นอัตราที่เคลื่อนไหวตามอัตรารับซื้อปกติ พลังงานที่ต้นทุนไม่สูงจะได้ Adder ต่ำ เช่น ชีวมวลได้ 0.30 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 7 ปี แต่ถ้าต้นทุนสูงมากก็จะได้อัตราสูง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงแรกได้ 8 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปีของโครงการ โดยจะมีการปรับอัตราเมื่อต้นทุนลดลงตามแนวโน้มของเทคโนโลยี ซึ่งก็ได้ปรับลดเป็น 6.50 บาทต่อหน่วย หลังจากที่มีการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งกลายเป็นระบบโควตา
ต่อมาเมื่อเดือน ก.ค. 2556 มีการนำระบบใหม่ที่เรียกว่า Feedin Tariff ซึ่งเป็นอัตรารับซื้อไฟฟ้าสูงกว่าปกติ และเป็นค่าคงที่ 25 ปี สำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาและโครงการแสงอาทิตย์ชุมชน แต่โครงการแสงอาทิตย์ประเภทอื่นก็ยังติดอยู่กับระบบเดิมและข้อจำกัดของระบบโควตาเดิม ส่วนระบบใหม่ก็ยังเป็นระบบโควตาเพราะจะให้เพียง 1,000 MW
การมีโควตาที่บริหารอย่างไม่โปร่งใส ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิในการผลิตจำนวนมากนำสิทธิไปขายต่อในราคาสูง เนื่องจากยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปในขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาและต้นทุนลดลงอย่างรวดเร็ว มูลค่าของสิทธิหรือโควตาก็สูงขึ้นๆ
ขั้นตอนปกติได้ถูกทำให้ไม่โปร่งใส โดยการตั้งคณะกรรมการที่ทำหน้าที่เสมือน “ด่าน” กระทรวงพลังงานได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน กระทรวงอุตสาหกรรมได้แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง ทั้งสองด่านดูเหมือนไม่มีอำนาจทางกฎหมายแต่ใช้อำนาจบริหารในการสั่งการหน่วยงานได้ เช่น การไฟฟ้าต่างๆ ที่เป็นคู่สัญญาการซื้อขายไฟฟ้า (PPA) และกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ออกใบ รง.4
ในส่วนของกระทรวงพลังงานมีการ “เลี้ยงโควตา ด้วยการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการในการอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงสัญญา” เช่น ที่ตั้ง วันที่ เทคโนโลยี อีกทั้งยังประกาศระบบใหม่ช้ามากและออกมาเป็นระบบโควตาอีกเช่นกัน การขายโควตาตกอยู่ประมาณ MW ละ 910 ล้านบาทมีนายหน้าเสนอตัวผลักดัน PPA
นอกจากนี้ ยังมีการเลือกปฏิบัติ ที่อนุญาตให้บางบริษัทซึ่งมีสายสัมพันธ์กับอำนาจการเมืองได้เปลี่ยนเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ต้นทุนถูกลงมาก แต่บริษัทอื่นไม่ได้ ทำให้มีคดีฟ้องร้องคณะกรรมการอยู่ในศาล รัฐมนตรีอ้างว่าเพราะบริษัทนั้นยังไม่ได้เซ็น PPA แต่ความจริงเซ็นหรือไม่ก็ไม่ได้เป็นเหตุที่จะต้องได้รับการเลือกปฏิบัติ เพราะผลต่อการผลิตพลังงานทดแทนไม่ต่างกัน คณะกรรมการไม่ควรใช้ดุลยพินิจ ใครผลิตไม่ได้ก็ควรจะยกเลิกไป
ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมปัญหา รง.4 เป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ธุรกิจมาตลอด เพราะเป็นปัญหามากกับอุตสาหกรรรมทุกประเภท เอกชนบ่นว่าเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่เป็นภาระ เมื่อก่อนมีการจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาเรือนแสน แต่เดี๋ยวนี้แพงมากจนหลายธุรกิจสู้ไม่ไหว
รง.4 ในกิจการพลังงานเป็นปัญหาหลายด้าน ตามที่เคยเขียนในบทความ พลังงานขาดบูรณาการ” โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์เพราะอยู่ในระบบโควตา ถูกบีบ 2 ทางจาก 2 กระทรวง กระทรวงพลังงานได้นำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อให้กระทรวงอุตสาหกรรมแบ่งอำนาจการออกใบ รง.4 ให้กับ Regulator ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว จะเป็นการรวมขั้นตอนภายใต้กระทรวงพลังงาน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องรอดูการปฏิบัติจริง
รัฐธรรมนูญ ม.86 (3) กำหนดให้การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาพลังงานทดแทนมีความ “ต่อเนื่องและเป็นระบบ” แต่การทำงานของรัฐบาลนี้ที่มีลักษณะเป็นธุรกิจการเมือง มีสิ่งที่เรียกว่า Rent Seeking จะทำให้การพัฒนาไม่มีประสิทธิภาพและเป็นช่องทางการทุจริต
รัฐบาลควรมีแนวทางและระบบการพัฒนาพลังงานทดแทนที่ชัดเจนโปร่งใส โควตาไม่จำเป็นเพราะ
lหากอ้างว่าระบบสายส่งมีข้อจำกัดเพราะยังไม่เป็นระบบ Smart Grid แต่ตัวอย่างในต่างประเทศชี้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องมี Smart Grid จนกระทั่งสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงถึง 40% เทียบกับ 9% ในปี 2555 และเป้าหมาย 25% ใน 10 ปีสำหรับประเทศไทย
lหากอ้างว่าเพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นเกินควร ก็ควรเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตส่วนเพิ่ม (Marginal Cost of Production) ที่ใช้อยู่ในส่วนฟอสซิลมากกว่าการใช้ค่าเฉลี่ย ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ปัจจุบันมีต้นทุนที่ใกล้เคียงกับการผลิตไฟฟ้าจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีการใช้ที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว







