
เร่งทูลเกล้าฯ แก้รธน. ยอมเสี่ยง...หนีตายดาบหน้า
สัญญาณจาก “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นที่ชัดเจนว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่มาของ สว.
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
สัญญาณจาก “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นที่ชัดเจนว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่มาของ สว. ซึ่งผ่านการลงมติเห็นชอบวาระ 3 ของรัฐสภา นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ในวันที่ 1 ต.ค.นี้
แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในหลายแง่หลายมุมทั้งในเรื่องความเหมาะสม เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องของ สว. และ สส.ประชาธิปัตย์ ที่ยื่นให้ตีความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่
การจะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ยังมีความเคลือบแคลงว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จึงต้องถูกมองว่าเป็นการกระทำที่มิบังควรอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ที่สำคัญ ทันทีที่ผ่านวาระ 3 ทั้ง สส.ประชาธิปัตย์ และบางส่วนของ สว.ได้ทำหนังสือผ่าน “นิคม ไวยรัชพานิช” รองประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ประธานรัฐสภาส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 ว่าขัดแย้งหรือไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
โดยในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ให้นายกฯ ระงับการดำเนินการเพื่อประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไว้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
แต่กระนั้นอีกด้านหนึ่งมีข้ออ้างว่าไม่อาจทัดทานการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 150 ที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้นำมาบังคับใช้โดยอนุโลมนั้น ไม่เปิดช่องให้นายกฯ ทำอย่างอื่นได้นอกเหนือจากนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
โดยมาตรา 150 ระบุว่า “ร่าง พ.ร.บ.ที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่าง พ.ร.บ.นั้นจากรัฐสภา เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้มีผลบังคับเป็นกฎหมาย”
ยิ่งกว่านั้นเสียงจากฝั่งรัฐบาล อาทิ พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ ยังออกมาหักล้างมาตรา 154 ว่าเป็นเรื่องของ พ.ร.บ. แต่กรณีนี้เป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องทำเพียงกรณีเดียวคือ นำร่างขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯ ถวาย โดยที่ไม่มีทางทำอย่างอื่นได้
ทว่า ท่าทีการเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพียงคล้อยหลังไม่กี่วันหลังผ่านวาระ 3 ทำให้ถูกมองว่าเป็นการกระทำที่เร่งรีบเกินไป เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 150 ยังมีกรอบเวลาถึง 20 วัน ให้รอดำเนินการ หรือสามารถรอดูท่าทีศาลรัฐธรรมนูญว่าจะนำประเด็นนี้ขึ้นมาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จได้ทัน 20 วันหรือไม่ หรือหากในกรณีใกล้ครบ 20 วันแล้วค่อยนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายดูจะมีความเหมาะสมมากกว่า
แต่สาเหตุที่ทำให้นายกฯ ต้องเร่งนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายนั้น วิเคราะห์กันว่าเป็นเพราะประการแรก ต้องการเร่งปิดเกมแก้ไขที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้ง 200 คนทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้รองรับ สว.เลือกตั้งที่จะหมดวาระในเดือน เม.ย.ปีหน้า
ทั้งนี้ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ได้เข้าไป “ปลดล็อก” ให้ สว.เลือกตั้งชุดนี้ลงสมัครต่อเนื่องได้ทันที ไม่ต้องเว้นวรรคเหมือนเดิม ดังนั้น หากพลาดพลั้งไปสะดุดค้างคาอยู่ในกระบวนการช้ากว่าที่กำหนดย่อมส่งผลต่ออนาคตอีก 6 ปีข้างหน้า หรืออาจทบทวน
เพราะอย่าลืมว่าเบื้องลึกเบื้องหลังที่ต้องการเปิดช่องให้ สว.มาจากการเลือกตั้งรอบนี้ เพราะต้องการสลายกลุ่มก้อนปฏิปักษ์กับ “ระบอบทักษิณ” ให้อ่อนแรงลงกว่าเดิม เพื่อจะได้ไม่เป็นปัญหาอุปสรรคในการตรวจสอบรัฐบาลที่เวลานี้มีคดีค้างแน่นอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ป.ป.ช.
ที่สำคัญวุฒิสภายังเป็นหนึ่งในกลไกที่จะเข้ามาคัดกรองบุคคลมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทำให้ต้องเร่งผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปให้เร็วที่สุด
ส่วนประเด็นที่นายกฯ ต้องเร่งนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายนั้น มองว่าเป็นเพราะรัฐบาลไม่ต้องการแบกรับแรงเสียดทานที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ไปจนถึงอีก 20 วันที่เหลือ
ดังจะเห็นว่าวานนี้ กลุ่ม สว.เข้ายื่นหนังสือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ สว.เป็นโมฆะ ให้ตกไปทั้งหมด และวินิจฉัยให้การดำเนินการของผู้ถูกร้องและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าข่ายเป็นการกระทำล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และระหว่างการพิจารณาให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว พร้อมสั่งให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ระงับการทูลเกล้าฯ ถวายไว้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
เป็นไปได้ว่าหากยังปล่อยให้ทอดเวลาออกไป ย่อมมีความพยายามสกัดกั้นกดดันไม่ให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเข้ามาต่อเนื่อง และจะเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นย่อมไม่เป็นผลดีกับนายกฯ ที่อาจต้องตัดสินใจนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในโค้งสุดท้าย
ดังนั้น การตัดสินใจโยน “เผือกร้อน” ให้พ้นตัวไปก่อนในเวลานี้ จึงถือเป็นทางเลือกที่ตัดสินใจยอมไปตายเอาดาบหน้า และแน่นอนว่าต้องยอมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา







