
วันนี้ผมต้องนั่งรถกันกระสุน
ภาระหน้าที่ตลอด 4 ปี ของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ต้องแบกรับความกดดันทางการเมืองไม่น้อย
ภาระหน้าที่ตลอด 4 ปี ของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ต้องแบกรับความกดดันทางการเมืองไม่น้อย เป็นแรงกดดันคาบเกี่ยวตั้งแต่ยุคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล กระทั่งผ่านมาถึงยุคพรรคเพื่อไทย “ฝ่ายรักษาความปลอดภัยประเมินกันว่าในตำแหน่งอธิบดีดีเอสไออยู่ในความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยพอสมควร คดีที่ดีเอสไอทำสารพัดคดี ทำให้มีคนไม่ชอบใจมากมาย ยอมรับว่าตั้งแต่มารับตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ จากที่เดินใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ไปซื้อของซื้อกับข้าว หนังสือพิมพ์ ตอนนี้เปลี่ยนไปหมด
“ช่วงแรกเกิดอาการอึดอัดพอสมควร จนทีมรักษาความปลอดภัยให้กำลังใจว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่ให้นายธาริต แต่ทำหน้าที่ให้องค์กร ถ้าอธิบดีดีเอสไอถูกตีหัว มันเสียเครดิตของหน่วย ขนาดหน่วยบังคับใช้กฎหมายยังดูแลตัวเองไม่ได้ แล้วจะไปดูแลประชาชนได้อย่างไร ฟังแล้วได้แต่อึ้ง จากนั้นผมก็เชื่อฟังเป็นเด็กดีว่าไปไหนคนเดียวไม่ได้ รถก็ต้องใช้กันกระสุน
“ที่สาธารณะทำตัวสบายๆ ไม่ได้เด็ดขาด ส่วนลูกและภรรยาผม ก็เข้าใจผม ถึงกับพูดกับครอบครัวว่า ยิ่งทำงานนานเท่าใด ยิ่งเพิ่มคนเกลียดดีเอสไอกับนายธาริตมากขึ้นเท่านั้น มาวันนี้เกิดมีคนเอาอะไรมาปาหัวแทบจะหาโจทก์ไม่เจอ เพราะเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นรถจดประกอบ เณรคำ พวกที่เราไปจับฮั้วประมูล เยอะไปหมด”
หากมีโอกาสไปรับประทานอาหารนอกบ้านกับครอบครัว ธาริตจำต้องเลือกร้านที่ปลอดภัย แทนร้านที่ถูกปาก “มีบ้าง เช่นร้านอาหารของเพื่อนลูก ร้านที่ภรรยาคุ้นเคย ไม่ใช่ว่าอยากไปไหนก็ไปได้ ครั้งหนึ่งผมเคยเจอเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ลงจากรถไปซื้อหนังสือพิมพ์ ภรรยาห้ามว่าอย่าลงไปเลย แต่เราก็ลงไปเพื่อเลือกซื้อ จนโดนล้อมกรอบด่าว่าเรารุนแรง แต่ไม่ถึงกับทำร้ายเรา
“ผมก็ได้แต่ทำใจว่าเป็นภารกิจ วันหนึ่งหมดหน้าที่ผมก็ต้องจากไป ครอบครัวเราเตือนกันเสมอให้ระแวดระวัง ลูกชายก็อย่าให้ไปในที่ล่อแหลม สรุปคือ เสียความเป็นส่วนตัว แต่ไม่ถึงกับว่าขวัญหนีดีฝ่อ ยอมรับว่าอธิบดีดีเอสไองานหนักถ้าเทียบกับหน่วยอื่น อาศัยคำสอนของคนที่เคยเป็นหัวหน้าเรา คือ เมื่อใดที่ออกจากที่ทำงานคือปิดสวิตช์ ไม่มีการเอาเรื่องติดหัวกลับไปบ้าน
“ครอบครัวผมอยู่กันสามคน ผม ภรรยาและลูกชาย เสียงประชาธิปไตย ลูก ภรรยา จะทำอะไรผมก็ทำตาม เช่น กลับบ้านดูละครช่อง 3 ผ่อนคลาย ภรรยาผมเคยอยู่ดีเอสไอมาเหมือนกัน แต่พอผมมารับหน้าที่ตรงนี้ อาจเกิดข้อครหาขึ้นได้ ก็เลยได้ไปช่วยสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมนึกๆ ว่าอะไรจะขนาดนี้ ไม่เป็นปกติ
“ภรรยาพูดกับผมว่า สามีมาเป็นอธิบดีตัวเอง ต้องถูกอัปเปหิไปอยู่อีกที่หนึ่ง เข้าใจว่าเป็นหน้าที่ไม่มีทางเลือกมาก บางทีผมก็บ่นให้ครอบครัวฟังว่าเหนื่อยนะ เขาก็แนะว่าไปเป็นอธิบดีกรมอื่นไหม ได้ไม่เหนื่อยมาก เขาประชดเรา ส่วนลูกชายอายุ 16 เรียนอยู่ ม.5 ลูกชายผมเก่งนะ ครอบครัวเราเจอมรสุม เขาค่อนข้างจะไม่ซีเรียสเรื่องพวกนี้ ยอมรับว่าบ้านก็เหมือนแหล่งขุมพลัง พอทำงานวันหนึ่งหมดพลังได้กลับมาอยู่บ้านเหมือนเป็นการชาร์จแบตเตอรี่”
ธาริตถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยขึ้นจากตำแหน่ง มีบ้านหลังใหญ่โตที่ จ.นครราชสีมา “ภรรยาเป็นคนโคราชดั่งเดิม ผมไปเป็นอัยการที่ อ.ปากช่อง โดยพื้นฐานภรรยาทำธุรกิจเรื่องที่ดินอยู่บ้าง บ้านที่สร้างอยากเชิญไปดู เป็นกิจการของครอบครัว คือ โฮมสเตย์ ไม่ใช่ว่ารวยแล้วไปสร้างคฤหาสน์ ผมมีอยู่ 29 ห้อง เปิดให้พักแล้วเก็บเงิน กะว่าเราเกษียณจะได้เงินจากส่วนนี้ ยอมรับว่าเป็นอาชีพเสริม”
“เราทำในเชิงธุรกิจ คนที่เอาเรื่องนี้ไปเผยแพร่ก็ไม่ยอมถ่ายรูปป้ายโฮมสเตย์ที่มีชื่อคือ ฟิออร์เร ปาร์ค ดันไปเสือกถ่ายอีกมุม แล้วมาเลือกประเด็นพูดแบบนี้ ไม่ค่อยเป็นธรรมกับผม ครอบครัวผมจัดสรรที่ดินขายตั้งแต่ผมเป็นอัยการแล้ว ตอนมาอยู่ปากช่อง สองผัวเมียทำธุรกิจที่ดิน แบ่งแปลงจัดสรรขาย อีกทั้งดูเทรนด์แล้ว ตอนนี้น้ำก็ท่วมกรุงเทพฯ คนก็มาปากช่องเพิ่มขึ้น
“ต่อไปจะมีมอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง อีกห้าปี ผมและเมียเกษียณจะได้มีอะไรรองรับ ตอนนี้ก็มีรายได้มาบ้างจากอาชีพสุจริต ถ้าผมได้เงินมาจากการทุจริตผมไม่เลือกมาทำแบบนี้ หาที่ซ่อนเงินดีกว่ามาเปิดเผย และโดยอาชีพตรวจสอบคนอื่นจะมาทำเสียเองมันไม่ใช่เรื่อง ผมบอกเลยว่าถ้าผมมีจุดอ่อน ผมจะถูกตรวจสอบตลอดเวลา ป่านนี้ผมถูกพรรคประชาธิปัตย์จัดการไปแล้ว ไม่เอาผมไว้หรอก” อธิบดีดีเอสไอ ระบุ
จะว่าไปเส้นทางชีวิตของธาริตไม่ได้เดินตรงมาอย่างที่เป็นอยู่ เมื่อครั้งจบเตรียมอุดมศึกษา ฝันอยากเป็นวิศวกร แต่ดันไปสอบติดวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อต้านระบบโซตัสเลยออกมาเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
“ปกติผมเรียนที่ไหนจะได้เป็นหัวหน้าห้อง หรือเด็กกิจกรรม ตอนเด็กใฝ่ฝันจะเป็นวิศวกร ตอนเอนทรานซ์เลือกได้ 6 คณะ 5 คณะผมเลือกวิศวะหมดเลย ผมตบท้ายคณะวนศาสตร์ น็อกตรงที่คะแนนไม่ถึงวิศวะเลย มาได้เรียนวนศาสตร์ แต่พอเรียนที่คณะเขามีระบบโซตัสที่เข้มงวด เข้มแข็ง เลยอยู่กับเขาไม่ได้ พอโตขึ้นถึงได้รู้แล้วว่าเขาทำถูก วนศาสตร์จะต้องไปอยู่กับคนในป่า อยู่กับคนอีกประเภทกินเหล้า
“ผมได้ไปอยู่ตอนปี 1 จึงรับไม่ได้เลยออก ตอนนั้น 100 คน ออกมา 15 คน ออกมากลางคันไม่รู้ไปไหน วันหนึ่งนั่งรถเมล์ผ่านคลองประปา คือมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็ลองเข้าไป ปรากฏว่าเปิดแต่คณะบริหาร เหลือแค่คณะนิติศาสตร์คณะเดียว ก็เลยเรียนไปก่อนแล้วรอเอนทรานซ์ เรียนแล้วก็โอเค มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาฯ มาสอน กฎหมายก็เรียนเล่มเดียวกัน มาตอนนี้นัดพบเพื่อนเก่าๆ เลี้ยงรุ่นเตรียมอุดมฯ จะเจอแต่หมอ วิศวะ ก็คิดว่าดีเหมือนกันต่างจากคนอื่น
“ผมมีสิ่งที่ภูมิใจ 3 อย่างในชีวิต อย่างแรกคือได้จบปริญญาโทในสาขาที่อยากเรียนคือกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมอาญา สอง ดีใจที่ได้มีลูก ได้ลูกชาย อย่างสุดท้ายเป็นเรื่องการงาน ดีใจมากเมื่อได้ขึ้นเป็น ซี 10 หลังจากนั่งเลขาฯ ป.ป.ท. สำหรับข้าราชการคือสูงสุด ตอนนั้นกำลังสนุกกับงานมาก ได้ทำคดีทุจริต กบข. ทุจริตนมโรงเรียน ทำอยู่ดีๆ ได้ย้ายมาเป็นอธิบดีดีเอสไอ ตอนย้ายมารู้สึกเฉยๆ แต่ก็ภูมิใจว่าได้ก่อตั้งมาแต่ต้นจนมาเป็น ซีอีโอของหน่วยงานนี้ อยู่จนครบวาระ การต่อวาระเป็นของแถมเท่านั้น”







