posttoday
ลุ้นมะกันดิ้นผ่าทางตันเพดานหนี้เลี่ยงผิดนัดชำระ หนี้วิกฤตรอบใหม่

ลุ้นมะกันดิ้นผ่าทางตันเพดานหนี้เลี่ยงผิดนัดชำระ หนี้วิกฤตรอบใหม่

27 กันยายน 2556

มีประเด็นให้ทั่วโลกต้องลุ้นจนหายใจไม่ทั่วท้องกันอีกระลอก เมื่อรัฐบาลสหรัฐประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

มีประเด็นให้ทั่วโลกต้องลุ้นจนหายใจไม่ทั่วท้องกันอีกระลอก เมื่อรัฐบาลสหรัฐประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก ใกล้ถึงกำหนดต้องอนุมัติแผนงบประมาณประจำปี 2557 ให้ได้ภายในวันที่ 30 ก.ย. มิเช่นนั้น หน่วยงานของรัฐอาจต้องหยุดทำการ เพราะไม่มีเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร ซึ่งจะทำให้ลูกจ้างรัฐประมาณ 8 แสนคน จากทั้งหมด 2.1 ล้านคน ต้องหยุดงานทันทีอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2538 ที่สหรัฐสมัยประธานาธิบดี บิล คลินตัน ต้องปิดหน่วยงานรัฐเป็นเวลา 28 วัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าหวาดวิตกยิ่งกว่าการอนุมัติแผนร่างงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา กลับเป็นประเด็นหลังจากนี้ในช่วงกลางเดือน ต.ค. ที่สภาคองเกรสของสหรัฐต้องเดินหน้าพิจารณาตัดสินว่าจะยินยอมให้มีการขึ้นเพดานหนี้ของประเทศอีกครั้งหรือไม่

เพราะถ้าคำตอบคือ “ไม่” สหรัฐจะเผชิญกับความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ครั้งใหญ่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2554 ที่ครั้งนั้นส่งผลรุนแรงถึงขั้นที่สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) หนึ่งในบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ตัดสินใจหั่นเครดิตความน่าเชื่อถือของหนี้สหรัฐ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนี้ที่ปลอดความเสี่ยงมาโดยตลอด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเป็นต้นมา

เรียกได้ว่า ถ้ารัฐบาลสหรัฐไม่เร่งดำเนินการแก้ไข พร้อมออกนโยบายมาตรการสำหรับแก้ไขปัญหาเพดานหนี้ที่รัฐบาลสหรัฐได้ขยายให้อยู่ที่ระดับ 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ให้ได้ภายในเร็ววันนี้แล้วละก็จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2522 ที่สหรัฐจะต้องผิดนัดชำระหนี้ของจริง

ต้องยอมรับเสียก่อนว่า การขยายเพดานหนี้ของสหรัฐไม่ใช่ประเด็นใหม่ที่เพิ่งจะเคยเกิดขึ้น เพราะนับตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมา สหรัฐมีการขยายระดับเพดานหนี้ของประเทศมาแล้วทั้งหมด 78 ครั้ง และแทบทุกครั้งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

ทว่า ในช่วง 3 ปีให้หลังมานี้การขยายเพดานหนี้ของสหรัฐกลายเป็นประเด็นที่ยากลำบากอย่างมากของทั้งสองสภาในการหาข้อสรุป เหตุผลเพราะ 1) เศรษฐกิจสหรัฐต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ ทำให้การเติบโตของประเทศอยู่ในภาวะซบเซา กระเทือนถึงสภาวะการคลังที่ขาดดุลมาอย่างยาวนานก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ในปี 2551 ให้เลวร้ายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และ 2) ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศที่ฝ่ายหนึ่งใช้ประเด็นเพดานหนี้เป็นข้อต่อรองในการเจรจา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเอง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักกล่าวตรงกันว่า ประเด็นทางการเมืองระหว่างพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดี โอบามา แห่งสหรัฐ กับพรรครีพับลิกันดูจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การขยายเพดานหนี้ของสหรัฐไม่คืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

ยืนยันได้จากการเจรจาหาทางแก้ไขปัญหาระหว่างสองพรรคก่อนหน้านี้ ที่การลงมติแต่ละครั้งสิ้นสุดลงด้วยมาตรการระยะสั้นที่เพิ่มตัวเลขเพดานหนี้เพียงเล็กน้อยให้รัฐบาลสหรัฐมีเงินใช้ได้เพียงไม่กี่เดือน และปัจจัยที่ว่านี้กำลังเป็นปัญหาในการเจรจา เพื่อขยายเพดานหนี้ครั้งใหม่ของสหรัฐอีกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้นความเคลื่อนไหวล่าสุดยังเป็นเสมือนการตอกย้ำให้ทั่วโลกตระหนักว่า สหรัฐจะเผชิญกับการเจรจาขยายเพดานหนี้ที่ติดขัดอีกระลอก โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากเพิ่งจะอนุมัติผ่านแผนงบประมาณระยะสั้นระยะเวลา 3 เดือน แต่ทว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองกลับมองว่า แผนดังกล่าวไม่น่าจะผ่านการรับรองจากวุฒิสภาที่พรรคเดโมแครตถือเสียงข้างมากอยู่

เหตุผลเพราะแผนงบประมาณฉบับนี้ไม่ยอมให้เพิ่มเงินแก่การปฏิรูปกฎหมายประกันสุขภาพ (โอบามาแคร์) ตามที่พรรคเดโมแครตเรียกร้องเหมือนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีความเป็นไปได้สูงว่า วุฒิสภาจะส่งแผนงบประมาณนี้คืนให้สภาล่างรับกลับไปพิจารณาอีกครั้ง

ในที่สุดกลายเป็นเกมยื้อยุดทางการเมืองที่จะทวีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังเลวร้ายหนักเข้าไปอีก เมื่อกำหนดเส้นตายที่ต้องพิจารณาให้เสร็จสิ้นลุล่วงมีเหลืออยู่เพียงแค่ 3 สัปดาห์นับต่อจากนี้เท่านั้น โดย แจ็ค หลิว รัฐมนตรีการคลังของสหรัฐ เพิ่งส่งสัญญาณกระตุ้นเตือนผ่านจดหมายเปิดผนึกที่ยื่นให้กับ จอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรครีพับลิกันว่า หากรัฐบาลสหรัฐไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายเพดานหนี้จากระดับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สหรัฐจะมีเงินเหลือเพียง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอให้ใช้จ่ายได้แค่จนถึงวันที่ 17 ต.ค.นี้เท่านั้น

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ หลังจากวันที่ข้างต้นสหรัฐจะไม่มีเงินชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงการชำระหนี้ที่มีกำหนดต้องจ่ายหลังจากนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคม สาธารณสุขและกองทัพมูลค่าราว 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่รัฐบาลสหรัฐจะต้องจ่ายในวันที่ 1 พ.ย.

นอกจากนี้ การที่ทั้งพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกันต่างยืนยันจุดยืนตนเองอย่างชัดเจน ก็ยิ่งทำให้นักวิเคราะห์วิตกหนักยิ่งขึ้นไปอีก แถมครั้งนี้น่าจะเลวร้ายยิ่งกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา เพราะขณะที่พรรครีพับลิกันยืนยันว่าจะขยายเพดานหนี้ได้ก็ต่อเมื่อพรรคเดโมแครตต้องยอมรื้อแผนโอบามาแคร์ ประธานาธิบดี โอบามา กลับกล่าวย้ำชัดว่าจะไม่ยอมเจรจากับพรรครีพับลิกันในเรื่องดังกล่าวอีกต่อไป

ทั้งนี้ คำถามที่ตามมาก็คือจะเกิดอะไรขึ้น หากว่าสหรัฐไม่สามารถขยายเพดานหนี้ได้จนต้องผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาจริงๆ

มาร์ก ซานดิ หัวหน้านักเศรษศาสตร์จากมูดี้ส์ อนาไลติกส์ กล่าวว่า ผลกระทบที่น่ากลัวแท้จริงจากการผิดนัดชำระหนี้ก็คือ การสูญเสียความน่าเชื่อถือที่รัฐบาลสหรัฐอาจต้องทุ่มเทเวลาและเงินงบประมาณมากกว่าจำนวนที่ต้องผิดนัดชำระหนี้ในการกู้คืนกลับมา ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของสหรัฐในระยะยาว

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งที่ระบุว่า ในระยะยาวแล้วความน่าเชื่อถือที่ลดลงจะส่งผลให้ต้นทุนการระดมทุนของสหรัฐสูงขึ้น จนกระเทือนต่อความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐ

แน่นอนว่า ผลกระทบที่ไม่อาจประเมินมูลค่าความเสียหายจากการผิดนัดชำระหนี้ในครั้งนี้ ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่า รัฐบาลสหรัฐจะไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาจริงๆ เพียงแต่การเจรจาเพื่อหาทางหลีกเลี่ยงอาจทำให้นักลงทุนต้องลุ้นกันตัวโก่งอีกครั้งหนึ่ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเดือน ส.ค. 2554

ขณะเดียวกันผลลัพธ์ที่ออกมาในครั้งนี้ย่อมไม่แตกต่างจากครั้งที่ผ่านเช่นกัน ที่พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันสามารถหาข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหนักหน่วง ด้วยแผนงบประมาณและขยายเพดานหนี้ระยะสั้นต่อไป

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน