
ถล่มผลงาน "ปู" รายได้ลด-หนี้พุ่ง-ทำได้ไม่จริง
การประชุมสภาเพื่อพิจารณารับทราบรายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การประชุมสภาเพื่อพิจารณารับทราบรายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปีที่หนึ่ง (วันที่ 23 ส.ค. 2554 ถึง 23 ส.ค. 2555) วันแรกฝ่ายค้านเริ่มต้นอภิปรายในภาพรวมความล้มเหลวของนโยบาย ทั้งเรื่องที่ทำไม่ได้ตามที่หาเสียง และผลกระทบจนตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆ ตัวสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า จากนโยบายแถลงไปว่าจะเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายขยายโอกาส แต่ผลลัพธ์จริงที่ออกมากลับมาพบว่าสถานการณ์เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่สภาวะถดถอย ทั้งการส่งออกที่ลดลง จากปี 2553 ที่ 28% มาจนปี 2556 อยู่ที่ 0.6% ส่วนรายได้ประชาชาติ ปี 2553 จาก 7.8% ปี 2556 ลดลงเหลือ 4.1%
อย่างไรก็ตาม นายกฯ ต้องทบทวนวิธีคิดบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการประชานิยมไม่ทำงาน ไม่สามารถเพิ่มความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และยังสร้างความเสี่ยงเรื่องวินัยการเงินการคลังสะสมหนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและของประเทศ จึงอยากเรียกร้องให้ทบทวนแนวทางตรงนี้ให้บ้านเมืองก้าวข้ามประชานิยม ไปสู่การวางรากฐานที่จำเป็น
สรรเสริญ สมะลาภา สส.กทม.ปชป. กล่าวว่า รัฐบาล ปชป.เข้ามาบริหารงานในเดือน ธ.ค. 2554 โดยมีตัวเลขการส่งออกจากรัฐบาลก่อนหน้า 15.7% แต่รัฐบาลสามารถทำให้ตัวเลขส่งออกขยายตัวสูงถึง 28.4% ก่อนจะส่งให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหาร แต่หลังการบริหารงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับทำให้อัตราการส่งออกขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1.3%
ขณะที่ ตัวเลขหนี้สาธารณะรัฐบาล ปชป.บริหารงานรวม 2 ปี 8 เดือน ตั้งเเต่ เดือน ธ.ค. 2551 ถึง เดือน ส.ค. 2554 มีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 8 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์รับไม้ต่อบริหารมา 1 ปี 10 เดือน เเต่หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น 1 ล้านล้านบาท
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.กทม.ปชป. อภิปรายว่า พรรคเพื่อไทยเคยชูนโยบายขึ้นป้ายหาเสียงว่า “ล้างหนี้ประเทศไทย สร้างรายได้ประชาชน เอาความสุขที่เคยได้รับคืนมา” แต่กลับล้มเหลว นอกจากทำไม่ได้ตามสัญญาแล้ว รัฐบาลยังทำให้อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 188,774 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 3 หมื่นบาทจากปี 2554 อีกทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังลดลงจนรัฐบาลต้องลดเป้าการเติบโตเหลือเพียง 5.3% เท่านั้น
ขณะที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมาคำนึงถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศหลายด้าน ทั้งการสนับสนุนให้ประชาชนได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และระบบสาธารณูปโภค นอกจากนี้สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงทำให้ตลอดระยะเวลา 7 ปี ประเทศไทยไม่มีการลงทุนครั้งใหญ่ในด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม เหตุที่รัฐบาลต้องเยือนต่างประเทศหลายครั้งนั้น เพราะต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มประเทศอาเซียนที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น รวมถึงต้องการกระชับความสัมพันธ์ในกลุ่มประเทศมหาอำนาจเพื่อรักษาฐานใหญ่ในต่างประเทศในภาวะที่เศรษฐกิจมีความผันผวน
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ชี้แจงว่า ในรัฐบาลชุดปัจจุบันสามารถบริหารจัดการงบประมาณจนตัวเลขขาดดุลงบประมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง
“รัฐบาลชุดนี้ได้ยึดมั่นในการบริหารเศรษฐกิจใน 4 ด้าน คือ การเพิ่มรายได้ การลดรายจ่าย การขยายโอกาส และสร้างรากฐานในอนาคต” กิตติรัตน์ กล่าว







