
"อาเซียน"ใส่เกียร์ถอยหลังยุคนี้ต้องรัดเข็มขัดการคลัง
ในขณะที่ประเทศไทยเลือกที่จะเพิ่มวงเงินอุดหนุนสินค้าเกษตรจากข้าวไปยังยางพารา และยังมีแนวโน้มขยายวงไปยังสินค้าอื่นๆ
โดย..นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในขณะที่ประเทศไทยเลือกที่จะเพิ่มวงเงินอุดหนุนสินค้าเกษตรจากข้าวไปยังยางพารา และยังมีแนวโน้มขยายวงไปยังสินค้าอื่นๆ นั้น ทิศทางนี้กลับสวนทางจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สวมคอนเวิร์สปรับทิศจาก “เพิ่ม” เป็น “ลด” วงเงินอุดหนุนต่างๆ อย่างเห็นได้ชัด
เพราะแม้แนวโน้มการฟื้นตัวสหรัฐจะดีขึ้น และวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปเริ่มซาลง ทว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกก็ยังไม่นิ่งพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่าจะมีทิศทางการเติบโตแข็งแกร่งอย่างแท้จริงภายในปีนี้ หรือปีหน้า โดยเฉพาะเมื่อแรงบริโภคในตะวันตกและจีนยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นการค้าทั่วโลกให้กลับมาในระดับคึกคักอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ยังถูกซ้ำเติมด้วยภาวะทุนไหลออก ที่ฉุดทั้งเงินทุนและทำให้ค่าเงินตกต่ำไปทั่วทั้งภูมิภาค ดังนั้น การทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการลงทุนหรืออุดหนุนสินค้าและบริการ จนกระทบต่อวินัยการคลังของประเทศ จึงเป็นสิ่งที่่รัฐบาลหลายชาติไม่พึงปรารถนาในเวลานี้
จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายประเทศในกลุ่มอาเซียน จะเริ่มหันกลับมาใส่เกียร์ “ถอยหลัง” ทบทวน นโยบายอุดหนุนสินค้าต่างๆ ที่เคยเป็นจุดขายของนโยบายประชานิยมในช่วงที่ผ่านมา
“มาเลเซีย” และ “อินโดนีเซีย” นับเป็น 2 ประเทศหลักๆ ในอาเซียน ที่กล้าท้าชนเสียงวิพากษ์วิจารณ์และสารพัดม็อบในบ้าน ด้วยการลดมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมัน เพื่อควบคุมระดับหนี้และรักษาวินัยการคลังให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยอีกครั้ง
อินโดนีเซีย นั้นต้องเผชิญกับม็อบชุมนุมคัดค้านหลายต่อหลายครั้งนับตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ หลังจากที่รัฐบาลตัดสินใจทบทวนนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเบนซินปรับพุ่งขึ้นทันทีกว่า 40% และราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้นกว่า 20% ทว่ารัฐบาลก็ยืนกรานปรับนโยบายโดยไม่มีการอ่อนข้อให้
เพราะแม้การอุดหนุนราคาน้ำมันจะถือเป็นนโยบายประชานิยมตัวแม่ที่เรียกคะแนนได้จากคนทุกระดับ ทว่ามาตรการขวัญใจมหาชนนี้ก็กลับสร้างภาระการคลังต่อรัฐบาลกรุงจาการ์ตามากที่สุด และยังเป็นปัจจัยที่ฉุดค่าเงินรูเปียห์ลงมาอีกด้วย ซึ่งแม้จะลดวงเงินอุดหนุนลงแล้วก็ยังสร้างภาระการคลังอยู่สูงถึง 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้รัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลดภาระการคลังลง ท่ามกลางปัญหาอื่นๆ ที่ยังรุมเร้าเข้ามาอีกหลายทาง
ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอนจนฉุดให้การบริโภคจากจีนและตะวันตกปรับตัวลดลงนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดให้ประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่อย่างอินโดนีเซียได้รับผลกระทบอย่างหนัก ยังไม่นับรวมปัญหาเงินทุนไหลออกจนฉุดให้ค่าเงินรูเปียห์ดิ่งเหวถึง 13% ซึ่งทำให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้วหลายครั้งไปแตะระดับ 7% หรือสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี เพื่อพยุงภาวะตลาดทุน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ก็ยังต้องปรับสถานการณ์ให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันมากที่สุด เพราะสังคมชนชั้นกลางที่ขยายตัวทำให้ยอดซื้อรถยนต์ในอินโดนีเซียพุ่งทะยานขึ้นถึง 12% ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ และคาดว่าจะแตะ 1.1 ล้านคันในปี 2556 นี้
ปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นนี้เองทำให้การบริโภคน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย สะท้อนจากตัวเลขการค้าเดือน ก.ค. ที่มีการขาดดุลสูงถึง 2,310 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังนี้ลงมา
อินโดนีเซียจึงไม่เหลือทางเลือกมากนักในเวลานี้ นอกจากการเพลย์เซฟ “รัดเข็มขัดการคลัง” เพื่อลดหนี้ในยามที่รายได้หด ลดนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดภาระการคลังมากเกินไป และหันไปอุดหนุนหรือช่วยเหลือเฉพาะจุดที่จำเป็นและเป็นครั้งคราวแทน
การเริ่มหันมาปรับทิศของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่สุดในอาเซียน และยังมีแนวโน้มที่ประเทศอื่นๆ จะใช้วิธีรักษาวินัยการคลังเช่นเดียวกันนี้เองที่ทำให้นักวิเคราะห์อีกหลายฝ่ายอดแปลกใจไม่ได้ที่ประเทศไทย กลับสวนทางด้วยการอุดหนุนราคาเพิ่ม
สเตฟเฟน ดิค ผู้ช่วยรองประธานของมูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นกับบลูมเบิร์กว่า การรับจำนำข้าวของไทยนั้นกลายเป็นบรรทัดฐานไปยังสินค้าเกษตรชนิดอื่น แล้ว ซึ่งความเสี่ยงต่อมาก็คือ รัฐบาลจะสามารถควบคุมหรือปรับเปลี่ยนโครงการอุดหนุนเหล่านี้ในอนาคตได้หรือไม่
ทางด้านมาเลเซียนั้นก็เป็นอีกหนึ่งชาติอาเซียนที่ตามรอยอิเหนาด้วยการลดมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมัน และนับเป็นก้าวแรกของความพยายามกลับมารักษาวินัยการคลังให้เข้มงวดขึ้น หลังจากที่ดำเนินการ “หว่าน” นโยบายประชานิยมไปอย่างหนักในช่วงก่อนและระหว่างการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
รัฐบาลนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก ตัดสินใจลดวงเงินอุดหนุนราคาน้ำมันลงเมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่เพิ่งผ่านมา เพื่อประหยัดงบประมาณให้ได้ 3,300 ล้านริงกิตต่อปี จากงบประมาณมหาศาลที่ใช้อุดหนุนราคาน้ำมัน 3.76 หมื่นล้านริงกิต หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 18.6% ของงบในปีงบประมาณปัจจุบัน พร้อมยังมีการพิจารณาแผนขึ้นภาษีสินค้าและบริการ และมาตรการลดรายจ่ายต่างๆ ซึ่งเตรียมเปิดเผยระหว่างการแถลงร่างงบประมาณปี 2557 ในเดือน ต.ค. นี้
เพราะแม้ว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของมาเลเซียจะแข็งแกร่งกว่าและมีภาษีดีกว่าอินโดนีเซียรวมถึงอีกหลายประเทศเพื่อนบ้าน ทว่าการเผชิญกับภาวะทุนไหลออกที่คล้ายคลึงกัน สวนทางกับรายได้เข้าประเทศที่ลดลง ก็ทำให้ทางเลือกในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของมาเลเซียเหลือน้อยลง
รัฐบาลกรุงกัวลาลัมเปอร์จึงต้องเลือกไฟต์บังคับอย่างการลดหนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากระดับหนี้สาธารณะที่สูงถึง 53.3% ของจีดีพีประเทศ หรือสูงที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ 13 ประเทศยกเว้นศรีลังกา ท่ามกลางหนี้ภาคครัวเรือนที่พุ่งไปแตะ 80.5% ของจีดีพี
เห็นได้ชัดว่าทิศทางของหลายประเทศเริ่มหันกลับมาคุมเข้มการใช้เงินอย่างรัดกุมมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทั้งในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนในด้านการค้าและการลงทุน รวมไปถึงตลาดทุนที่ยังมีความเสี่ยงสูงบนปัจจัยการชะลอมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่พร้อมจะเขย่าตลาดทุนในภูมิภาคลากยาวไปจนถึงปีหน้า
การรัดเข็มขัดการคลังเพื่อหนีความเสี่ยงที่ยังปกคลุมไปทั่วโลก จึงเป็นไฟต์บังคับที่อาเซียนอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในเร็ววันนี้







