
ร่างแนวคิดการปฏิรูปการเมือง
> หลักการและเหตุผล
> หลักการและเหตุผล
ในยุคโลกาภิวัตน์ ทุนได้ขยายตัวอย่างกว้างขวาง ทำการเบียดขับหรือเข้าแทนที่ตลาดท้องถิ่นในนามของตลาดไร้พรมแดน ในระดับชาติ ทุนพยายามเบียดขับรัฐวิสาหกิจผ่านการแปรรูป และบางทีก็สมคบกับรัฐเพื่อร่วมกันควบคุมมนุษย์ นอกจากนี้ทุนยังมีส่วนกระตุ้นการบริโภคเกินพอดี จนเป็นเภทภัยต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อดีของทุนในด้านประสิทธิภาพการผลิตและการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงถูกบดบังด้วยข้อเสียดังกล่าวข้างต้น ปรัชญาที่จะช่วยลดทอนความแข็งกร้าวของทุน ได้แก่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้ความสำคัญแก่ความพอประมาณ การมีเหตุผลและภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ ยังควรเน้นในเรื่องความเพียรและความเอื้ออาทรต่อกันด้วย
จึงควรมีกระบวนการปฏิรูปสังคมการเมืองไทย เพื่อให้พลเมืองสามารถควบคุมรัฐและทุนได้ การปฏิรูปหมายถึงการสร้างสัญญาประชาคมใหม่ระหว่างรัฐทุน กับพลเมือง ว่าจะร่วมกันตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์อย่างถ้วนหน้า รวมตลอดถึงการมีปัจจัยสี่ สุขภาวะ การศึกษา เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเอื้ออาทร ตลอดจนการดำรงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมได้อย่างไร
> หลักในการทำงาน
การปฏิรูปการเมืองอาจมีหลักในการทำงานดังนี้
เป็นการทำงานที่มีอำนาจหน้าที่ ความสามารถที่เหมาะสม และทรัพยากรที่เพียงพอ
เป็นการทำงานที่รวมฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด (Inclusive)
ใช้แนวทาง 3D ได้แก่ (1) การสานเสวนา (Dialogue) ในแต่ละแนวเรื่อง (Theme) เพื่อให้เห็นประเด็นต่างๆ อย่างกว้างๆ หมายถึง การถ้อยทีถ้อยรับฟัง การเปิดพื้นที่ การพูดคุย การตั้งคำถามมากกว่าการด่วนตัดสิน (2) การถกแถลงแสวงผล (Deliberation for Result) หมายถึง การนำประเด็นจากการสานเสวนามาศึกษาและกำหนดประเด็นทางเลือก แล้วร่วมกันใช้วิจารณญาณพิจารณาข้อดีข้อเสียของทางเลือกนั้นๆ และ (3) การตัดสินใจของผู้มีอำนาจหน้าที่ผ่านการฟังเสียงสะท้อนและความเห็นพ้องของประชาชน (Decision Making Based on Near Consensus) ว่าควรรับข้อเสนอทางเลือกใดไปปฏิบัติ
มีความเป็นอิสระ ในความหมายที่ว่าไม่ถูกแทรกแซงหรือครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
มีความเป็นกลาง ในความหมายที่ว่า โดยรวมแล้วไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
เน้นการเสนอแนะหลักการและกระบวนการปฏิรูปการเมือง ที่ทุกฝ่ายอาจเห็นพ้องต้องกันได้ มากกว่าจะเน้นเนื้อหาที่เป็นคำตอบสำเร็จ หรือหากจะเสนอทางออกก็ควรเป็นทางเลือกที่สามารถกลับมาทบทวนได้เสมอ
เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมในวงกว้าง ทั้งในระดับชุมชน จังหวัด ภูมิภาค และประเทศ
เนื่องจากการปฏิรูปการเมืองเป็นงานที่มุ่งไปสู่ประโยชน์สุขส่วนรวมในอนาคต จึงควรมีวาระการทำงานนานพอสมควร เช่น 3 ปี
> โครงสร้างการทำงาน
ขอเสนอโครงสร้างการทำงานที่มีสี่ระดับดังนี้
1) คณะมนตรีเพื่อการปฏิรูปการเมือง (Political Reform Council)
แต่งตั้งโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้นำทางการเมือง ตัวแทนพรรคการเมือง ตัวแทนภาคราชการทหารและพลเรือน ตัวแทนภาคธุรกิจ ตัวแทนภาควิชาการ ตัวแทนสื่อสารมวลชน และตัวแทนภาคประชาสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายดังนี้
สร้างปณิธานทางการเมืองและความไว้วางใจ
มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองเพื่อประโยชน์สุขในระยะยาว
เสนอแนะต่อผู้มีอำนาจหน้าที่เพื่อพิจารณาตัดสินใจต่อจากผลการศึกษาแนวเรื่องการปฏิรูปการเมือง
คณะมนตรีเพื่อการปฏิรูปการเมือง มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
อำนวยการ กำหนดกรอบและโครงสร้างการทำงานการปฏิรูปการเมือง
กำหนดแนวเรื่องการปฏิรูปการเมือง และแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อทำการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในแต่ละแนวเรื่อง
พิจารณาและดำเนินการสนับสนุนงบประมาณ ให้ความเห็นตามที่คณะกรรมการขอปรึกษา พิจารณาและดำเนินการตามที่เห็นสมควรต่อจากข้อเสนอแนะที่ได้รับจากคณะกรรมการ
ประเมินผลการปฏิรูปการเมือง
ตัวอย่างแนวเรื่องการปฏิรูปการเมือง ได้แก่
คุณค่าร่วมของสังคมการเมืองไทย (National Values)
ประชาธิปไตยที่สันติและยุติธรรม
สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ยั่งยืน
โครงสร้างทางการเมืองที่มีประสิทธิผล สมดุลและปรับตัวได้
การกระจายอำนาจทางการเมืองที่เคารพอัตลักษณ์ และคำนึงถึงประโยชน์ของคนในพื้นที่ ฯลฯ
คณะมนตรีเพื่อการปฏิรูปการเมือง อาจประชุมไม่บ่อยนัก เช่น ปีละ 34 ครั้ง เว้นแต่มีเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องตัดสินใจ
2) คณะกรรมการซึ่งแต่งตั้งโดยคณะมนตรีเพื่อการปฏิรูปการเมือง เพื่อทำการศึกษาแนวเรื่องการปฏิรูปการเมือง โดยสานต่อจากการศึกษาของคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีสมัยคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี (คอป. คปร. และ คสป.) ตลอดจนของสถาบันพระปกเกล้า และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) เป็นต้น
ในระยะเริ่มแรก อาจมีคณะกรรมการเพียงไม่กี่ชุด แต่คณะมนตรีเพื่อการปฏิรูปการเมือง อาจพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
คณะกรรมการชุดต่างๆ มีการประชุมกันสม่ำเสมอ เช่น ทุกหนึ่งหรือสองสัปดาห์
3) สำนักงานคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปการเมือง ทำหน้าที่เป็นสำนักงานให้แก่คณะมนตรีเพื่อการปฏิรูปการเมือง และคณะกรรมการชุดต่างๆ ในลักษณะเครือข่ายมากกว่าการรวมศูนย์ หน้าที่ที่สำคัญของสำนักงานอาจได้แก่
การศึกษาวิจัย
การสำรวจความคิดเห็น (Opinion Survey)
การจัดหา อบรม และสนับสนุนการทำงานของอาสาสมัครปฏิรูปการเมือง (อปม.)
การจัดทำรายงานที่เป็นการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปความคิดเห็นต่างๆ
เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ
การสื่อสารกับสังคมโดยใช้สื่อต่างๆ
สำนักงานคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปการเมือง ต้องมีบุคลากรประจำที่มีคุณภาพ ที่ทำงานเต็มเวลา ในจำนวนที่มากพอ เพื่อให้งานต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
4) อาสาสมัครปฏิรูปการเมือง (อปม.)
ได้แก่ บัณฑิตผู้มีจิตอาสาจำนวนประมาณ 850 คน (อำเภอละคน อีกทั้งผู้ประสานงานจังหวัดละหนึ่งคน) ที่ผ่านการอบรมทั้งในแง่เนื้อหาของแนวเรื่องนั้นๆ ตลอดจนกระบวนการสานเสวนา (เช่น การสานเสวนาแบบเปิดพื้นที่ (Open Space Dialogue) การสานเสวนาแบบสภากาแฟ (World Cafe Dialogue) การสานเสวนาแบบอ่างปลา) ตลอดจนกระบวนการถกแถลงแสวงผลที่ใช้สมุดอธิบายข้อดีข้อเสียของประเด็นทางเลือก (Issue Book)
สำหรับแต่ละแนวเรื่องของคณะกรรมการ อาสาสมัครปฏิรูปการเมือง (อปม.) อาจทำงาน 2 รอบ รอบแรกทำหน้าที่จัดเวทีการสานเสวนาในระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด เพื่อรวบรวมประเด็นหลักและประเด็นทางเลือกสำหรับแต่ละประเด็นหลัก ทั้งนี้เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ รอบที่สอง หลังจากที่คณะกรรมการทำการศึกษาและจัดทำสมุดประเด็นทางเลือกแล้ว อปม. จะจัดเวทีในระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด เพื่อให้มีถกแถลงแสวงผลว่าในแต่ละประเด็นหลักนั้นมีความเห็นพ้องในประเด็นทางเลือกใดหรือไม่ จากนั้นจึงนำเสนอผลต่อคณะกรรมการเพื่อวิเคราะห์และจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อคณะมนตรีเพื่อการปฏิรูปการเมือง
> การสื่อสารกับสังคม
ปัจจัยความสำเร็จของการปฏิรูปการเมือง คือ ความสามารถในการสื่อสารกับสังคม ให้เข้าใจแนวเรื่อง และประเด็นทางเลือก เพื่อให้สังคมการเมืองสามารถสะท้อนความเห็นได้อย่างกว้างขวาง และเพื่อให้สังคมการเมืองรู้สึกเป็นเจ้าของสัญญาประชาคมใหม่ ที่ค่อยๆ ผุดบังเกิด (Emerge) ขึ้น
> สรุป
ข้อเสนอข้างต้นนี้เป็นเพียงบททดลองเสนอ ที่มีสาระเป็นการเสนอให้เอาจริงเอาจังกับงานปฏิรูปการเมือง ซึ่งต้องมีเป้าหมาย ทิศทาง หลักการ โครงสร้างการทำงาน และบุคลากรที่เหมาะสม จึงอาจหวังผลได้ในระยะยาวว่า จะเป็นการเตรียมการสู่อนาคตของสังคมประชาธิปไตยที่สันติและยุติธรรม







