
ไอ้ตัวดูด
2 สัปดาห์ก่อน ผมได้รับคำเตือนพร้อมๆ กัน 23 ทาง ให้ระวังเรื่องการใช้บัตรอีซี่พาส ผู้ที่เตือนเล่าว่าเงินที่เติมหายไปรายละหลายร้อยบาท
2 สัปดาห์ก่อน ผมได้รับคำเตือนพร้อมๆ กัน 23 ทาง ให้ระวังเรื่องการใช้บัตรอีซี่พาส ผู้ที่เตือนเล่าว่าเงินที่เติมหายไปรายละหลายร้อยบาท
ความรู้สึกเบื้องต้นของผม คือ เงินไม่น่าจะหายได้ ผมกึ่งอธิบายกึ่งปกป้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. ว่า ตัวเลขที่เราเห็นบนแผงไฟฟ้าที่ด่านเก็บเงินมักจะไม่ใช่ตัวเลขจริง และไม่ตรงกับตัวเลขที่ส่วนกลางของ กทพ. เข้าใจว่าระบบต้องใช้เวลาในการปรับข้อมูล อาจจะ 12 ชั่วโมง
แต่ผมเชื่อว่าตัวเลขเมื่อสิ้นวันจะต้องตรงกัน มิฉะนั้นบัญชีของ กทพ. จะไม่ลงตัว และอาจจะต้องมีบัญชีพัก
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผมก็ประสบปัญหาด้วยตัวเอง คือรู้สึก แต่ไม่กล้ายืนยันแน่ชัดว่าเงินหายไปจากบัญชีประมาณ 300 บาท
ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอุปาทานหรือไม่จึงพยายามศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น ทำให้ทราบว่าจำนวนคนที่ประสบปัญหามีมากกว่าที่คิด และยังไม่เคยมีคำตอบที่ชัดเจนว่าเงินหายได้อย่างไร
มีคนให้สมญาระบบอีซี่พาสว่า “ไอ้ตัวดูด”
ที่อดสังเกตไม่ได้ คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม หรือ กทพ. ต่างออกมาชี้แจงหรือให้ข่าวในเชิงกลบเกลื่อน กล่าวคือ ยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ยังอยู่ครบ เพียงแต่มีปัญหาระบบส่วนกลางโอเวอร์โหลด ตัดยอดไม่ทัน ทำให้มีรายการค้างเป็นจำนวนมาก (รัฐมนตรีบอกว่าประมาณแสนรายการ) กทพ. กำลังเร่งดำเนินการแก้ไข คาดว่าจะเสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้
ผมสรุปว่านี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้รับผิดชอบปากไวเกินไป ยืนยันความถูกต้องโดยยังไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียด ทำให้สังคมขาดความเชื่อถือ
ท่านทราบได้อย่างไรว่าเงินยังอยู่ครบ อาจจะยังไม่มีการตรวจสอบประเด็นนี้ด้วยซ้ำไป หรือได้ทำบ้างแล้วก็อาจผิวเผิน ที่ชี้แจงไปแล้วก็มีเพียงเรื่องตัวเลขไม่ตรง เพราะส่วนกลางตัดยอดไม่ทัน แต่ไม่มีเรื่องเติมเงินแล้วตัวเลขหาย ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ใช้ หรือใช้ไปเพียงครั้งสองครั้ง
ผมไม่อยากเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แต่ประสบการณ์สอนให้รู้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ โอกาสที่จะมีปมทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้องมีอยู่ไม่น้อย
ที่ทำให้มองข้ามไม่ได้ เพราะจำนวนเงินที่เกี่ยวข้องรวมกันแล้วเป็นก้อนโต เช่น โกงได้แสนคน คนละ 500 บาท ก็เป็นเงิน 50 ล้านบาทเข้าไปแล้ว มากพอที่จะทำให้คนที่เข้าไปในฐานข้อมูลได้เกิดกิเลสตัณหา
ผมนึกต่อไปว่า หากมีเรื่องทุจริต กลุ่มที่กระทำผิดก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนใน กทพ. นั่นเอง
ผมยังนึกเล่นๆ อีกว่า หากเป็นผม ผมจะไม่โกงผู้ใช้บัตรอีซี่พาสที่เป็นบุคคลธรรมดา เพราะอาจทำให้ความแตกเร็ว แต่จะโกงเฉพาะผู้ใช้บริการที่เป็นนิติบุคคล เพราะเป็นเงินบริษัท ความเสียดายอาจจะมีน้อยกว่า และอาจจะไม่คุ้มที่จะโวยวายหรือร้องเรียน
วิธีนี้อาจทำให้โกงได้ช้า แต่โกงได้นาน
กลับมาเรื่องความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการอีซี่พาส ต้องไม่ลืมว่าผลกระทบมีมาก เพราะจำนวนผู้ใช้บริการเข้าใจว่ามีเกิน 500,000 คนแล้ว
บางคนเงินยังไม่หาย แต่ก็เป็นกังวลว่าสักวันอาจจะหาย
เงินที่เติมในบัตรอีซี่พาสก็ไม่ต่างจากเงินที่ฝากธนาคาร ความโปร่งใสและความมั่นใจในระบบเป็นเรื่องสำคัญ
ผู้ที่รับฝากเงินต้องเป็นผู้ที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ ซึ่งในกรณีนี้ กทพ. เป็นรัฐวิสาหกิจ หากเกิดปัญหาก็อาจกระทบกระเทือนไปถึงกระทรวงคมนาคมและรัฐบาลทั้งคณะด้วย
ผมมีข้อแนะนำสำหรับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
หนึ่ง สำหรับฝ่ายบริหารของ กทพ. ควรมีการตรวจสอบเรื่องที่มีการร้องเรียนเข้ามาทุกเรื่องโดยละเอียด และตอบให้ได้ว่าแต่ละเรื่องเกิดจากอะไร
เพื่อไขข้อกังขาของสังคม ควรแถลงข่าวว่าได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งหมดกี่เรื่อง เมื่อใดบ้าง แบ่งเป็นกี่ประเภท ประเภทละกี่เรื่อง เรื่องที่ตรวจสอบจนทราบข้อเท็จจริงแล้วมีกี่เรื่อง ชี้แจงจนเป็นที่เข้าใจของผู้ร้องเรียนแล้วกี่เรื่อง และยังค้างอยู่กี่เรื่อง เป็นต้น
เพื่อให้สังคมมีความมั่นใจมากขึ้น อาจร้องขอให้บริษัทที่ขายระบบส่งทีมเข้ามาช่วยตรวจสอบในทุกแง่มุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่องรอยของการทุจริต
อีกด้านหนึ่ง อาจต้องพยายามจำกัดความเสียหายไม่ให้มีมากขึ้น เช่น ประกาศเตือนผู้ใช้บริการให้บันทึกข้อมูลการเติมเงินและการใช้งานเพื่อการตรวจสอบ หรือหากจำเป็นก็อาจต้องประกาศหยุดใช้ระบบเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะแก้ปัญหาได้ลุล่วง
แม้แต่ส่วนที่เสียหายไปแล้ว หากตรวจสอบจนได้ตัวผู้กระทำผิดเร็ว ของกลางก็อาจจะยังอยู่ เช่น ในกรณีนี้อาจโกงผู้ใช้บริการสำเร็จแล้ว แต่ยังโอนเป็นเงินออกไปไม่ได้ทั้งหมด ยังมีส่วนที่อยู่ในบัญชีพัก เป็นต้น
สอง สำหรับคณะกรรมการของ กทพ. สังเกตว่าที่ผ่านมาทั้งคณะเก็บตัวเงียบเฉย ทั้งๆ ที่มีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลกิจการให้โปร่งใส และอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ชอบธรรม
ท่านควรเรียกประชุมโดยด่วน ร้องขอข้อมูลจากฝ่ายบริหาร วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น และกำหนดแนวทางในการตรวจสอบ รวมทั้งให้ความมั่นใจกับสังคมว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลตามที่เป็นจริงอย่างครบถ้วน
หากพิจารณาแล้วว่าอาจเป็นเรื่องใหญ่ หรืออาจบานปลายต่อไป แทนที่จะพยายามช่วยกลบเกลื่อน อาจควรขอความร่วมมือหน่วยงานภายนอกให้เข้ามาช่วยตรวจสอบ เช่น ดีเอสไอ หรือ สตง. เป็นต้น
สาม สำหรับกระทรวงคมนาคม ควรให้ความมั่นใจกับสังคมว่าจะทำความจริงให้เป็นที่ประจักษ์ อาจสั่งการและขีดเส้นตายให้คณะกรรมการไปดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด หากทำไม่ได้ อาจพิจารณาเปลี่ยนกรรมการหรือโยกย้ายผู้บริหารบางคนออกนอกพื้นที่ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน
ก่อนจบ ผมต้องขอยอมรับว่า ก็ได้แต่แนะนำไปอย่างนั้นเอง คงไม่สามารถไปเปลี่ยนวัฒนธรรมของการช่วยกันกลบเกลื่อนความผิดและกวาดขยะไว้ใต้พรมที่มีมาช้านานได้







