
ฮักนะเชียงยืน
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว บ้านแบก ต.นาทอง อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ถือเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบแห่งหนึ่ง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนาสลับป่าโปร่ง
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว บ้านแบก ต.นาทอง อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ถือเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบแห่งหนึ่ง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนาสลับป่าโปร่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมทำเกษตรโดยเฉพาะปลูกข้าว เวลาที่เหลือก็ปลูกพืชผักเพื่อจำหน่าย แต่เมื่อมีอาชีพปลูกแตงแคนตาลูปเพื่อจำหน่ายเมล็ดให้กับบริษัทต่างชาติสร้างรายได้ดีกว่า เกษตรกรกว่า 90% จึงเปลี่ยนวิถีจนการทำเกษตรแบบดั้งเดิมหายไปจากชุมชน
การทำการเกษตรรูปแบบใหม่ทำให้คนในชุมชนต้องรับวัตถุดิบจากบริษัทมาทั้งหมด ทั้งสารเคมี ปุ๋ยเคมี ยากันรา ยาฆ่าแมลง รวมทั้งอุปกรณ์ช่วยฉีดและวัสดุปลูกพืชต่างๆ เพื่อให้ได้ “ผลผลิต” ตรงตามที่บริษัทต้องการ ส่งผลให้ “ดิน” มีคุณภาพเสื่อมลง มีสารเคมีตกค้างในดินจำนวนมาก และส่งผลกระทบไปถึงคุณภาพอากาศและน้ำ วงจรสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนไป จิ้งหรีด มดแดง เขียด งู ไม่มีให้เห็น บริเวณที่ชาวบ้านนำเนื้อแตงไปทิ้ง หากเป็นพื้นที่ที่มีหญ้า หญ้าจะไหม้ตาย ที่สำคัญ ชาวบ้านต้องซื้อน้ำกินแทนที่จะกินน้ำจากบ่อน้ำเหมือนที่ผ่านมา
ปัญหาที่เกิดขึ้นกลายเป็นคำถามของ “กลุ่มเยาวชนฮักนะเชียงยืน” ที่ต้องการคำตอบและการแก้ไข เด็กนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม จ.มหาสารคาม จึงชักชวนเพื่อนๆ ในชั้นเดียวกัน คิดทำโครงการ “ลดมลพิษ...พลิกฟื้นชีวิตดิน” จากโครงการปลูกใจรักษ์โลก ที่มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับมูลนิธิกองทุนไทย สนับสนุนการดำเนินงาน
ธีระวุฒิ ศรีมังคละ หรือ “แสน” เยาวชนแกนนำกลุ่มฮักนะเชียงยืน เล่าว่า พวกเขาคิดทำโครงการ “ลดมลพิษ...พลิกฟื้นชีวิตดิน” ขึ้น เพราะต้องการสร้างแนวร่วมในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ให้รับรู้และเข้าใจ จนกระทั่งตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้สารเคมี และพลิกฟื้นดินให้กลับมาเป็นแหล่งอาหารของคนในชุมชนต่อไป
ปัญหาการใช้สารเคมีในชุมชนเริ่มรุนแรงและปรากฏผลให้เห็นเด่นชัด คนในชุมชนเกิดอาการป่วยเรื้อรัง แพ้สารเคมี บางคนไม่กล้าเดินผ่านบริเวณเพาะปลูก เพราะจะเกิดผดผื่นขึ้นตามร่างกาย ที่สำคัญ มีการใช้แรงงานเด็ก ป.5ป.6 ผสมพันธุ์แตงแคนตาลูปในเวลากลางคืนที่ได้ผลตอบแทนสูงถึงวันละ 500 บาท ทำให้เด็กส่วนหนึ่งหลับในชั่วโมงเรียน บางคนยอมขาดเรียนไปหารายได้ แลกกับร่างกายที่ทรุดโทรมและการเจ็บป่วย
ทั้งนี้ กลุ่มฮักนะเชียงยืน ได้ลงพื้นที่ค้นข้อมูลพร้อมประสานงานเชิญภาคีที่เกี่ยวข้องจัดเวทีเสวนาหาแนวทางลดผลกระทบจากระบบเกษตรพันธสัญญา โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมประมาณ 30 คน มีการสำรวจปัญหาด้วยการสอบถามเชิงลึก และจัดกิจกรรมเพื่อนบอกเพื่อน เพื่อสร้างกลุ่มเครือข่าย และกิจกรรมรักบ้านเกิดขึ้น รวมทั้งการเปิดเวทีปลูกรักบ้าน ที่เด็กๆ ทำร่วมกับผู้ปกครอง
โดยทุกกิจกรรมมีเป้าหมายมุ่งไปสู่การลดใช้สารเคมีในการเพาะปลูก และตลาดเขียว หรือตลาดปลอดสารพิษให้คนในชุมชนซื้อขายกัน
ปัจจุบัน แม้ว่าชุมชนบ้านแบกจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาการใช้สารเคมีได้ทั้งหมด ด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขที่ใหญ่เกินกว่ากลุ่มเยาวชนเล็กๆ จะรับมือได้ แต่อย่างน้อยโครงการนี้ก็ได้สร้างเยาวชนให้มีจิตใจรักสิ่งแวดล้อม และก้าวลงมาทำในสิ่งดีๆ เพื่อชุมชนสังคมของตนเอง และไม่ว่าชาวบ้านจะตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมี หรือดินจะกลับมามีคุณภาพเหมือนเดิมหรือไม่
แต่เยาวชนกลุ่มนี้ก็ได้ “เปลี่ยนทัศนคติ” การทำงานของตนเอง และเรียนรู้“บทเรียนชีวิต” เพิ่มขึ้น







