
วัยใส วัยทอง
เพราะมีการทำงานกับผู้ร่วมทุนจากญี่ปุ่นเป็นประจำ ผมจึงต้องเดินทางไปญี่ปุ่นสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยปีหนึ่งประมาณ 34 ครั้ง
เพราะมีการทำงานกับผู้ร่วมทุนจากญี่ปุ่นเป็นประจำ ผมจึงต้องเดินทางไปญี่ปุ่นสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยปีหนึ่งประมาณ 34 ครั้ง ทำให้มีโอกาสได้เห็นทั้งเมืองใหญ่ เมืองเล็กและเมืองท่องเที่ยวในประเทศนี้มาเกือบหมด
โดยประสบการณ์แล้ว ผมคิดว่าเมืองต่างๆ ทั่วญี่ปุ่นมีความเจริญเท่าเทียมกัน เมืองเล็กๆ ก็มีความสะดวกสบายและมีทุกอย่างที่เมืองใหญ่ๆ มี บางแห่งดีกว่าด้วยซ้ำเพราะมีประชากรน้อยกว่า จึงมีความสงบและไม่พลุกพล่านเหมือนเมืองธุรกิจ
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มี 4 ฤดูกาล สภาพอากาศและภูมิทัศน์ของประเทศ จึงมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนมีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ละฤดูกาลมีความสวยงามแตกต่างกัน โดยส่วนตัวผมชอบฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งอยู่ระหว่างเดือน ต.ค.ธ.ค.มากที่สุด ถ้ามีจังหวะไปญี่ปุ่นในช่วงนี้จะถือโอกาสไปพักผ่อนตามเมืองที่มีบ่อน้ำร้อน เพื่ออาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนเป็นการผ่อนคลายและบำรุงสุขภาพ
การอาบน้ำแร่ร้อนๆ ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิตและผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่น แช่น้ำร้อนสลับน้ำเย็นเป็นระยะๆ สักพักจะรู้สึกว่าตัวเบาและคลายเครียดได้
สมัยก่อนการอาบน้ำร้อนในที่สาธารณะนั้น หญิงชายอาบรวมกัน ปัจจุบันโรงแรมหรือสถานบริการจะแบ่งบริเวณออกเป็นหญิงและชาย โรงแรมหลายแห่งจะสลับป้ายห้องอาบน้ำผู้หญิงและผู้ชายทุกวัน เพื่อให้ได้ชมบรรยากาศที่แตกต่างกัน ผมเคยเดินหลงไปเข้าห้องผิด (ความจริงตั้งใจ) แต่ไม่ทันเห็นอะไรก็ถูกเชิญออกมาก่อน
ไม่ได้ผิดหวังนัก เพราะมาม่าซังแต่ละคนคงแก่พอๆ กับเมียเรา
การอาบน้ำร้อนในบ่อนั้น เราต้องชำระทำความสะอาดร่างกายด้วยการอาบน้ำธรรมดาให้สะอาดเสียก่อน เพราะบ่อน้ำร้อนถึงแม้จะมีน้ำไหลหมุนเวียน แต่ถ้าใช้หลายๆ คน และแต่ละคนมีเหงื่อไคลตอนลงไปในบ่ออาจทำให้น้ำสกปรกได้
เวลาเข้าไปที่บ่ออาบน้ำร้อนทุกคนจะมีผ้าผืนเล็กๆ ใหญ่กว่าผ้าเช็ดหน้าเล็กน้อยไว้ใช้ประจำตัว ชาวต่างชาติที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับการเปลือยกายกับคนหมู่มาก มักเขินและอาจถามว่าผ้าผืนเล็กๆ นี้ไว้ใช้ทำอะไร ญี่ปุ่นที่มีอารมณ์ขำขันหน่อยจะตอบว่า ไว้คลุมปกปิดบริเวณที่เป็นส่วนลับของร่างกายขณะเดินลงบ่อน้ำก็ได้ หรือถ้าผ้าผืนเล็กเกินไปก็เอาไว้ปิดหน้ากันอาย ไม่ให้ใครรู้ว่าเราเป็นใครก็ได้
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประชากรมีอายุยืนมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น สังคมจึงให้ความสำคัญของวัยวุฒิพอๆ กับคุณวุฒิ สังเกตเห็นได้ว่าในวงการธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูงจะมีอายุค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับโลกตะวันตก กว่าจะได้เป็นผู้จัดการระดับฝ่าย อายุก็ต้องประมาณ 50 ปี ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรอายุเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 60 ปี เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้คนญี่ปุ่นจึงวัดความเป็นหนุ่มสาวจากความกระตือรือร้นของคนมากกว่าดูที่อายุตามธรรมชาติเท่านั้น
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงแล้ว มีเรียงความเรื่อง“ความเป็นหนุ่มสาว” ที่เขียนโดยชาวอเมริกันชื่อ แซมมวลอูลล์มันน์ ซึ่งกลายเป็นคัมภีร์คู่มือของนักธุรกิจดังๆ ของญี่ปุ่นยุคนั้นหลายๆ คน ซึ่งรวมถึงผู้ก่อตั้งบริษัท พานาโซนิค คือ คุณโดโนซูเกะ มัตซูชิตะ ด้วย
เรียงความชิ้นนี้ที่สะท้อนปรัชญาชีวิตของชาวญี่ปุ่นไว้อย่างน่าสนใจ จึงขอคัดลอกมาเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี้ด้วยดังนี้
“ความเป็นหนุ่มสาวมิใช่เป็นช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต แต่เป็นสภาวะแห่งจิต มิใช่สำคัญที่มีแก้ม 2 ข้าง เปล่งปลั่งดังดอกกุหลาบ มีริมฝีปากแดง หรือมีข้อแคล่วคล่อง แต่สำคัญที่เจตจำนงแน่วแน่ มีคุณภาพของจินตนาการ และมีความเข้มแข็งของอารมณ์ ความเป็นหนุ่มสาวคือความสดชื่นแห่งสายธารอันลึกล้ำของชีวิต
ความเป็นหนุ่มสาวหมายถึง การมีความรู้สึกอันเปี่ยมไปด้วยความกล้ามากกว่าความกลัวในอันที่จะลิ้มรส ความพร้อมที่จะผจญภัยมากกว่าความพอใจที่จะอยู่อย่างสบายๆ ความรู้สึกเช่นนี้อาจมีได้ในผู้มีอายุ 60 ปี มากกว่าในผู้มีอายุ 20 ปี เสียด้วยซ้ำคนเรามิได้แก่ชราเพียงที่จำนวนปีของอายุ แต่จะแก่ชราเมื่อหมดอุดมการณ์
จำนวนปีอาจทำให้หนังเหี่ยว แต่การหมดความกระตือรือร้น ทำให้ใจเหี่ยว ความกังวล ความหวาดกลัว ความไม่ไว้ใจตนเอง เหล่านี้ทำให้หัวใจหม่นหมองและดวงจิตแหลกสลาย
ไม่ว่าจะอายุ 60 หรือ 16 ในหัวใจของมนุษย์ทุกคนย่อมมีความรู้สึกพิศวง เร่งเร้าอยู่เสมอ มีความกระหายคล้ายเด็กเล็กๆ ที่น่ารัก ซึ่งใคร่จะลิ้มรสอะไรต่างๆ อีกต่อไปอยู่เรื่อยๆ รวมทั้งยังมีความเบิกบานกับเกมกีฬาของชีวิต
ณ กลางใจท่านและของข้าพเจ้ามีเครื่องรับวิทยุตั้งอยู่ ตราบใดที่เครื่องนี้ยังรับข่าวสารแห่งความงาม ความหวัง ความร่าเริง ความกล้าหาญ และพลานุภาพจากผู้คนด้วยกัน และจากสรรพสิ่งอันประมาณมิได้ ตราบนั้นท่านยังคงความเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ
เมื่อใดที่เสาอากาศถูกปลดและดวงจิตถูกปกคลุมไปด้วยก้อนหิมะแห่งการมองมนุษย์ในแง่ลบ และถูกทับถมด้วยก้อนน้ำแข็งแห่งการมองโลกในแง่ร้าย เมื่อนั้นท่านจักกลายเป็นคนแก่ แม้เมื่อมีอายุ 20 แต่ตราบใดที่เสาอากาศของท่านยังคงติดตั้งอยู่ พร้อมที่จะรับคลื่นแห่งการมองโลกในแง่ดีแล้วไซร้ ตราบนั้นยังพอหวังได้ว่า ท่านคงตายแต่ยังหนุ่มยังสาวแม้เมื่อมีอายุ 80 ปี”
ส่วนผมเองขณะที่เขียนบันทึกนี้ผมมีอายุครบ 72 ปี ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานคณะกรรมการของบริษัทญี่ปุ่นอยู่สองแห่งคือ บริษัท โตโยต้า ประเทศไทย และบริษัท สยามคอมเพรสเซอร์ ในเครือมิตซูบิชิ มาแล้ว 12 ปีเต็ม และได้แจ้งความจำนงที่จะลาออก เพื่อเปิดโอกาสให้คนหนุ่มๆ รับหน้าที่แทน
คำตอบที่ได้รับคือ “โปรดรอก่อน”
เมื่อพูดถึงเรื่องอายุขอย้อนกลับไปกล่าวถึงการบริหารจัดการของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ที่มีรูปแบบเฉพาะที่ลงตัวเหมาะสมกับองค์กร ผู้บริหารประจำหรือที่เราเรียกว่า “คณะจัดการ” นั้น ประกอบด้วยบุคคลในวัยทำงานที่มีความพร้อมเต็มที่ เขาเหล่านี้มีอายุเฉลี่ยประมาณ 50 ปี ผู้จัดการใหญ่หรือซีอีโอของบริษัทจะได้รับแต่งตั้งเมื่ออายุประมาณ 50 ปี เพื่อให้มีเวลาประมาณ 10 ปี ที่จะบริหารบริษัท หลักการนี้มาจากข้อคิดว่า ผู้บริหารสูงสุดจะต้องมีเวลาบริหารนานพอที่จะกำหนดนโยบายและนำนโยบายนั้นไปสู่การปฏิบัติที่วัดผลได้ มีเวลานานพอที่ได้เห็นผลงานของตนและคณะไม่ว่าจะดีหรือเลว
ส่วนคณะกรรมการบริษัทจะประกอบด้วยบุคคลที่มีความสูงเป็นเกณฑ์ สูงในคุณธรรม สูงในคุณวุฒิ สูงในประสบการณ์ และสูงในความรอบรู้และรอบคอบ ซึ่งมักจะมากับความสูงวัยด้วย อายุเฉลี่ยของกรรมการอยู่ที่ 60 ปีปลายๆ เป็นผู้มีประสบการณ์ระดับชาติ หรือระดับซีอีโอขององค์กรเอกชนมาก่อน
ผมเองได้รับเกียรติคัดสรรเข้าเป็นกรรมการบริษัทเมื่ออายุ 70 ปีบริบูรณ์
เมื่อพูดถึงคนสูงวัยก็มีเรื่องของคนแก่มาเล่าสู่กันฟังสักหน่อยดังนี้
ในการประชุมคณะกรรมการครั้งหนึ่ง มีกรรมการสูงอายุท่านหนึ่งเดินออกมาจากห้องน้ำโดยไม่ได้รูดซิปกางเกงกลับเข้าที่ เมื่อได้รับคำเตือนท่านก็ยิ้มและกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า ตอนนี้ยังดีที่ลืมรูดซิปปิด อีกไม่นานคงลืมรูดซิปเปิดขณะปฏิบัติภารกิจ ถึงตอนนั้นกว่าจะมีคนเตือนก็สายไปแล้ว
ผู้บริหารวัยใสที่เต็มไปด้วยพละกำลังกับกรรมการวัยทองที่เจนจัดในประสบการณ์ เป็นส่วนผสมที่เข้ากันได้ดีเหมือนหยินและหยางตามตำราจีน ทำให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ยืนยงมาได้เป็นร้อยปี และคงจะยืนหยัดต่อไปอีกนาน
ถ้าใครยังไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ก็ยังไม่สายเกินไป
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







