
แก้รธน.ไม่จบง่ายลุ้นกันอีกหลายยก
เรียกได้ว่าเลือดตาแทบกระเด็นกันเลยทีเดียวสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของ สว.เพราะกว่าที่รัฐสภาจะพิจารณาเสร็จสิ้นในวาระ 2
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เรียกได้ว่าเลือดตาแทบกระเด็นกันเลยทีเดียวสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของ สว.เพราะกว่าที่รัฐสภาจะพิจารณาเสร็จสิ้นในวาระ 2 ทั้ง 13 มาตรา ต้องใช้เวลานานถึง 12 วันเต็มๆ ขั้นต่อจากนี้จะต้องทิ้งไว้ 15 วันเพื่อรอลงมติในวาระที่ 3 ว่ารัฐสภาจะเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งได้กำหนดวันลงมติแล้วในวันที่ 27 ก.ย.
การลงมติในวาระสุดท้ายนั้นรัฐธรรมนูญขีดเส้นให้สมาชิกรัฐสภาต้องทำแบบเปิดเผย (ขานชื่อเป็นรายบุคคล) และการจะให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 กำหนดให้ต้องใช้เสียงของรัฐสภา มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ หรือ 325 เสียงขึ้นไปจากจำนวนสมาชิกรัฐสภาในปัจจุบันจำนวน 649 คน (สส. 500 คน และ สว. 149 คน)
ส่วนภาพในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาเป็นเวลา 12 วัน ที่ผ่านมามีสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างวุฒิสภาได้หลายประเด็นดังนี้
1.กำหนดให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คนโดยคิดจำนวนของ สว.ในแต่ละจังหวัดตามปริมาณของประชากร
2.เปิดโอกาสให้ สว.เลือกตั้งในปัจจุบันสามารถลงเลือกตั้งได้หลังจากสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งจากเดิมถูกห้ามเอาไว้
3.แก้ไขให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ สส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงสมัคร สว.ได้แบบไม่มีเงื่อนไข
4.บุคคลที่พ้นสภาพจากการเป็นรัฐมนตรี สส. หรือผู้บริหารท้องถิ่น ลงเลือกตั้ง สว.ได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค 5 ปีจากเดิมในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภารับหลักการในวาระที่ 1 กำหนดระยะเวลาเว้นวรรค 5 ปีเอาไว้
5.บัญญัติให้ สว.สรรหาสิ้นสุดสมาชิกภาพทันทีที่ สว.เลือกตั้งชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ ทั้งที่ในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กำหนดให้ สว.สรรหายังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือน เม.ย.ปี 2560 เพียงแต่ไม่มีอำนาจถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น
จากประเด็นของการแก้ไขทั้งหมดได้นำมาซึ่งความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่ม 40 สว.ที่เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมประชุมวางแนวทางการล้มการแก้รัฐธรรมนูญในวันนี้
โดยประเด็นที่ฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 สว.เตรียมนำมาใช้ คือ การใช้เสียงข้างมากกว่ากฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ ข้อ 96 ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภาบัญญัติว่า “การแปรญัตติ เพิ่มมาตราขึ้นมาใหม่ หรือตัดทอนหรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวข้องกับหลักการนั้น” ซึ่งในมุมฝ่ายเสียงข้างน้อยเห็นว่ารัฐสภาได้ใช้เสียงข้างมากแก้รัฐธรรมนูญล้ำเส้นของหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาพิจารณารับไว้ในวาระที่ 1
กล่าวคือ หลักการและเหตุผลของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาได้ลงมติในวาระที่ 1 ระบุไว้ว่า “กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง” ถ้าตีความตามตัวอักษรก็เท่ากับว่าการแก้ไขทำได้เพียงการเปลี่ยนแปลงการได้มาซึ่ง สว.จากระบบเลือกตั้งผสมกับการสรรหามาเป็นการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว รวมไปถึงกระบวนการจัดการเลือกตั้งเท่านั้น โดยไม่สามารถไปแตะต้องส่วนอื่นๆ ของวุฒิสภาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สว.ได้
ทว่า ในทางปฏิบัติเสียงข้างมากของคณะ กมธ.และรัฐสภากลับดำเนินการบางประการอันก่อให้เกิดการตีความได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.อาจขัดกับข้อบังคับของรัฐสภา เช่น การแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สว.ในบางประเด็น หรือการตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งต่อไปของ สว.สรรหา เป็นต้น
ส่งผลให้กลุ่ม 40 สว.และพรรคประชาธิปัตย์มองเห็นช่องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยมิชอบ เพราะการรื้อโครงสร้างวุฒิสภาในหลายส่วนเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงวุฒิสภาจนมีผลต่อการทำหน้าที่อย่างเป็นกลางของวุฒิสภาตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ด้วยพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเข้าเงื่อนไขที่ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้อำนาจตามมาตรา 68 สั่งระงับหยุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
ทั้งนี้ คาดว่าทั้งฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 สว.จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญในระหว่างที่รัฐสภากำลังรอลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รัฐสภาระงับการลงมติในวาระสุดท้ายออกไปก่อน และมีความเป็นไปได้สูงที่ศาลจะรับคำร้องและมีคำสั่งให้รัฐสภาเลื่อนการลงมติในวาระที่ 3 ออกไปหลังจากรับคำร้องดังกล่าว เนื่องจากศาลได้เคยวางแนวทางเอาไว้แล้วเมื่อปี 2555
ครั้งนั้นศาลมีคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการใช้เสียงข้างมากเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่าด้วยการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญออกไปก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งรัฐสภาเองก็ไม่กล้าลงมติหักคำสั่งศาล
เมื่อดูจากบรรทัดฐานที่ศาลได้วางเอาไว้แล้วทำให้ศึกแก้รัฐธรรมนูญในปีนี้ต้องไปตัดสินกันที่ศาลรัฐธรรมนูญส่วนผลจะออกมาอย่างไรคงต้องว่ากันอีกยาว







