
ตีความงบ"57 บทพิสูจน์ "องค์กรอิสระ"
การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความปมปัญหาจากการปรับลดงบประมาณองค์กรอิสระ
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความปมปัญหาจากการปรับลดงบประมาณองค์กรอิสระ ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปี 2557 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณ 2.525 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่กำลังสั่นสะเทือนไปถึงการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระที่กำลังเกิดคำถามว่าจะเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงได้มากน้อยแค่ไหน
ปัญหาเริ่มต้นเมื่อ 64 สส. และ 50 สว. รวม 114 คน นำโดย ไพบูลย์ นิติตะวันประสาร มฤคพิทักษ์ วิรัตน์ กัลยาศิริ ยื่นเรื่องผ่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2557 มาตรา 27 ว่าด้วยงบประมาณหน่วยงานศาลและมาตรา 28 ว่าด้วยงบประมาณขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรค 8 และวรรค 9 หรือไม่
เมื่อรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวระบุชัดเจนว่า รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหากหน่วยงานนั้นเห็นว่างบประมาณรายจ่ายที่ได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอสามารถเสนอคำแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการได้โดยตรง
แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่า ในชั้นกรรมาธิการได้ปรับลดงบประมาณใน 3 หน่วยงาน คือ1.สำนักงานศาลยุติธรรม ได้รับงบประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท แต่ถูกปรับลดเหลือ 1.4 หมื่นล้านบาท 2.สำนักงานศาลปกครองขอจัดสรรงบประมาณ 2,900 ล้านบาท ถูกปรับลดเหลือ 2,000 ล้านบาท และ 3.สำนักงานศาลปกครอง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ปมปัญหาครั้งนี้สั่นสะเทือนถึงขั้นทำให้ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้ชะลอการนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2557 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้ออกไป
ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อเป็นห่วงกันว่าขั้นตอนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2557 ไม่สามารถประกาศใช้ได้ทันวันที่ 1 ต.ค.นี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อหลายๆ โครงการ นโยบายต้องสะดุด ไม่สามารถดำเนินการได้
เพราะในส่วนของงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร หรืองบประจำนั้น ตามหลักกฎหมายสามารถใช้หลักการงบประมาณปีที่ผ่านมาได้ก่อน ปัญหาจึงไปอยู่ที่โครงการต่างๆ โดยเฉพาะในโครงการที่เตรียมงบประมาณไว้กระตุ้นเศรษฐกิจ
ยิ่งหากในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างงบประมาณดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรค 8 และ 9 ย่อมต้องกินเวลาในการดำเนินการ เพราะแม้จะไม่ทำให้ พ.ร.บ.ทั้งฉบับตกไป แต่ก็ต้องส่งเรื่องกลับมาให้ที่ประชุมสภา แก้ไขในมาตรา 27 และ 28 ใหม่ ให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม ซึ่งนั่นอาจกระทบต่อไปถึงกรอบวงเงิน 2.525 ล้านบาท
ทว่านอกเหนือจากปัญหาเรื่องความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบลงทุนที่จะได้รับผลกระทบแล้ว การยื่นตีความร่าง พ.ร.บ.งบประมาณครั้งนี้ ยังนำไปสู่การตั้งคำถามว่าองค์กรอิสระที่ยังต้องพึ่งพางบประมาณ ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จะยังคงรักษาความเป็นอิสระไว้ได้หรือไม่
เมื่อไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการดำเนินการในกิจการต่างๆ ขององค์กรอิสระย่อมต้องใช้งบประมาณเป็นตัวขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นงบประจำ หรืองบในการดำเนินการกิจการต่างๆ หากถูกปรับลด ย่อมสั่นคลอนถึงการดำเนินการขององค์กรนั้นๆ
นั่นถึงมีการให้สิทธิคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 168 เพื่อป้องกันฝ่ายการเมืองเข้ามากดดัน หรือแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ โดยใช้งบประมาณเป็นเครื่องต่อรอง แต่สุดท้ายปัญหาก็วนกลับมาจนมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความรอบนี้
ยิ่งในยุคนี้ที่มีการส่งสัญญาณจ้องโละองค์กรอิสระที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาล ยิ่งเป็นแรงกดดันส่งผลต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ และตราบใดที่ยังไม่อาจยกเลิกองค์กรอิสระได้ การสร้างแรงกดดัน ผ่านการปรับลดงบประมาณจึงมีให้เห็นต่อเนื่อง
การจะคงความเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงในการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งหากมองว่าอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายการเมือง หรืออย่างกรณีของ ป.ป.ช. ที่ถูกปรับลดงบประมาณรอบนี้ จะสามารถทำหน้าที่แข็งขันเอาผิดกับคนในรัฐบาล ซึ่งเวลานี้มีเรื่องร้องเรียนค้างอยู่ใน ป.ป.ช. หลายเรื่องไปจนตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่ หากยังมีแรงบีบผ่านการตั้งงบประมาณเช่นนี้ต่อไป
ปมสุดท้ายที่ยังต้องพิจารณา คือ การวินิจฉัยของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ต่อกรณีการปรับลดงบประมาณครั้งนี้ ว่าจะเข้าข่ายความผิดขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเองก็ถือเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอิสระ
ดังนั้น คำวินิจฉัยครั้งนี้ย่อมมีผลคาบเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อครั้งหน้าหากมีการปรับลดงบประมาณในทำนองเดียวกันนี้ แต่เป็นส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ
การยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรอบนี้ จึงแฝงไปด้วยแง่มุมที่ต้องติดตามในรายละเอียดคำวินิจฉัยที่จะออกมา







