
กสท.ย้ำอย่ากังวลค่าโครงข่ายเอกชนคาดชิงทีวีดิจิตอล
ท่ามกลางความไม่ชัดเจนเรื่องต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายที่ผู้ประกอบการเอกชนที่จะเข้าประมูลทีวีดิจิตอลแสดงความกังวล แต่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ยังยืนยันว่า การประกาศราคาค่าเช่าโครงข่ายล่วงหน้า 30 วัน ก่อนวันประมูลจริงถือเป็นช่วงเวลาปกติ ไม่ได้ล่าช้าเกินไปและขอให้ผู้ประกอบการเอกชนอย่ากังวลมากเกินไป
ท่ามกลางความไม่ชัดเจนเรื่องต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายที่ผู้ประกอบการเอกชนที่จะเข้าประมูลทีวีดิจิตอลแสดงความกังวล แต่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ยังยืนยันว่า การประกาศราคาค่าเช่าโครงข่ายล่วงหน้า 30 วัน ก่อนวันประมูลจริงถือเป็นช่วงเวลาปกติ ไม่ได้ล่าช้าเกินไปและขอให้ผู้ประกอบการเอกชนอย่ากังวลมากเกินไป
“ทุกคนมีสิทธิกังวล แต่ดูเหมือนว่าความกังวลที่เกิดขึ้นเป็นการกังวลไปก่อนจนเกินพอดี ทั้งเรื่องค่าเช่าโครงข่าย หลักเกณฑ์มัสต์แครีที่ในความเป็นจริงไม่ได้มีอะไรน่าวิตกเลยแม้แต่น้อย” พ.อ.นที กล่าว
สำหรับหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (มัสต์แครี) จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนมั่นใจว่า 60% ของครัวเรือนจะสามารถรับชมช่องรายการทีวีดิจิตอลได้ในปี 2557 และการที่ กสท. ได้กำหนดให้ผู้ให้บริการโครงข่ายต้องมีโครงข่ายครอบคลุม 50% ในปีแรก และ 80% ในปีที่ 2 แต่ กสท. ไม่ได้ระบุว่าจะต้องเป็นพื้นที่จุดใด ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการโครงข่ายว่าจะชูจุดขายเรื่องพื้นที่ครอบคลุมและเข้าถึงอย่างไร
ทั้งนี้ หลังเปิดชี้แจงรายละเอียดให้ผู้ที่จะซื้อซองประมูลไปเมื่อวันที่ 3 ก.ย. กสท. เชื่อว่าการประมูลครั้งนี้จะเกิดการแข่งขันสูงจากผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมเกือบ 40 ราย ซึ่ง กสท. ไม่ได้คาดหวังเรื่องรายได้ที่จะได้รับจากการประมูล เพราะสิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิตอล คือ การแข่งขันด้านเนื้อหา (คอนเทนต์) จากฟรีทีวีที่จะเพิ่มเป็น 24 ช่อง ซึ่ง กสท. พยายามผลักดันให้เกิดการแข่งขันด้านคอนเทนต์ให้มากที่สุด
ขณะที่สถานที่ที่จะจัดประมูลนั้น พ.อ.นที กล่าวว่า สถานที่ราชการย่านใจกลางเมือง กทม. คือตัวเลือกอันดับแรกและจะไม่เลือกใช้สถานที่ที่โรงแรมหากไม่เกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ เพราะสถานที่ราชการมีความสะดวกและปลอดภัยมากกว่า ส่วนระบบการประมูล กสท. ได้เลือกให้ บริษัท กสท โทรคมนาคม เป็นผู้ให้บริการในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม วันที่ 10-12 ก.ย.นี้ กสท.จะเปิดจำหน่ายเอกสารการประมูลราคาชุดละ 1.07 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการต้องซื้อเอกสารในหมวดหมู่ที่สนใจจะประมูลเพื่อนำมายื่นในวันที่ 28-29 ต.ค. แต่ละรายให้ยื่นประมูลได้สูงสุด 3 ช่อง โดยห้ามเข้าประมูลช่องข่าวคู่กับช่องคมชัดสูง (ไฮเดฟิเนชัน)
สำหรับความเคลื่อนไหวของภาคเอกชนที่สนใจเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิตอลเริ่มมีความชัดเจนและคึกคักขึ้นเป็นลำดับ โดยคาดว่าผู้สนใจเข้าร่วมประมูลแต่ละรายจะเสนอตัวชิงชัยกันมากกว่า 1 ช่อง
ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์การตลาด บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เปิดเผยว่า แนวโน้มการเข้าซื้อซองประมูลระหว่างวันที่ 1012 ก.ย.นี้ คาดว่าผู้สนใจคงซื้อซองไว้หลายๆ แบบเหมือนกับช่วงที่ซื้อซองประมูล 3จี เนื่องจากราคาซองเพียง 1.07 ล้านบาทต่อช่องรายการ โดยในส่วนของผู้ประกอบการรายใหญ่อาจซื้อไว้ประมาณ 34 ซอง ขณะที่รายกลางอาจซื้อ 12 ซอง และรายเล็ก 1 ซอง
บริษัท เวิร์คพอยท์ฯ สนใจที่จะเข้าร่วมซื้อซองประมาณ 23 ซอง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะเข้าร่วมประมูลในช่องรายการประเภทไหน แต่ช่องที่บริษัทไม่มีความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลอย่างแน่นอน คือ ช่องข่าว ส่วนช่องประเภทอื่นบริษัทให้ความสนใจทั้งหมด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณากฎระเบียบและความชัดเจนของราคาโครงข่าย
สำหรับประเภทของช่องทีวีดิจิตอลที่คาดว่าน่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลน่าจะเป็นช่องวาไรตีและช่องเด็ก ขณะที่ช่องเอชดีคาดว่าน่าจะมีการแข่งขันไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากขณะนี้ยังมีความชัดเจนในด้านของราคาโครงข่าย (มักซ์) รวมไปถึงเรื่องของการประกาศหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไปหรือมัสต์แครี
“ช่องรายการที่บริษัทจะนำเข้ามาใส่ในช่องทีวีดิจิตอลคือช่องเวิร์คพอยท์ทีวี ซึ่งขณะนี้บริษัทค่อนข้างมีความพร้อมในด้านของคอนเทนต์ เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมมาแล้วครึ่งปี โดยในส่วนของคอนเทนต์ที่จะนำมาออกอากาศอาจมีทั้งในส่วนของคอนเทนต์เก่าและคอนเทนต์ใหม่” ชลากรณ์ กล่าว
พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปซื้อซองประมูลจำนวน 1 ซอง เพื่อรับสิทธิการร่วมประมูลทีวีดิจิตอลช่องวาไรตี โดยหลังจากซื้อซองประมูลน่าจะเห็นภาพคู่แข่งที่ชัดเจนขึ้น หากชนะการประมูลบริษัทจะนำคอนเทนต์ของช่องทีวีดาวเทียมที่ออกอากาศอยู่ในปัจจุบันมาใส่ในช่องทีวีดิจิตอลวาไรตี
เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อสมท กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะซื้อซองประมูลทีวีดิจิตอลจำนวน 3 ซอง เนื่องจากบริษัทมีความสนใจที่จะประมูลทีวีดิจิตอลจำนวน 3 ช่อง ในส่วนของคอนเทนต์ที่จะนำมาผลิตใส่ในช่องทีวีดิจิตอลนั้น บริษัทจะนำทั้งคอนเทนต์เก่าที่โมเดิร์นไนน์ทีวีออกอากาศในปัจจุบันและการผลิตคอนเทนต์ใหม่ ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้มีการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลิตคอนเทนต์ใหม่ๆ ออกอากาศเพื่อทดลองผลการตอบรับของผู้ชม
นอกจากนี้ บริษัทที่เข้าร่วมฟังการชี้แจงการประมูลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น บริษัททรูวิชั่นส์ บริษัท บีอีซี เวิลด์ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หรืออินทัช กลุ่มบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น กลุ่มโพสต์ พับลิชชิง ไทยรัฐทีวี เครือเนชั่น เมเจอร์ กันตนา บรอดแคสติ้ง เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นรายใหญ่ที่จะทำให้การประมูลครั้งนี้ร้อนระอุในทุกช่องได้ทุกเมื่อ







