
เลิกเอาเปรียบ
ข่าวการให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาลงทะเบียนรับสิทธิเงินเบี้ยยังชีพจากกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เดือนละ 1.5 หมื่นบาท ที่จะเริ่มจ่ายงวดแรกวันที่ 31 ต.ค.นี้ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว
ข่าวการให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาลงทะเบียนรับสิทธิเงินเบี้ยยังชีพจากกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เดือนละ 1.5 หมื่นบาท ที่จะเริ่มจ่ายงวดแรกวันที่ 31 ต.ค.นี้ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว
โดยข้อเท็จจริง ถือเป็นเรื่องที่ดีที่มีการตั้งกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เดียวกับการตั้งกองทุนประกันสังคม และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อให้พนักงานบริษัทและข้าราชการออมเงิน โดยทุกคนต้องหักเงินเดือนส่วนหนึ่ง และรัฐจ่ายสมทบส่วนหนึ่งเข้ากองทุนเพื่อจะได้มีเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณ
กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา กฎหมายก็กำหนดให้ สส.และ สว.ต้องจ่ายเงินไม่เกิน 5% ของเงินเดือน หรือเดือนละ 3,000 บาท โดยมีรัฐบาลสมทบอีกส่วนหนึ่ง
แต่สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม กว่าจะได้รับเงินก้อนยามเกษียณ กลับมีข้อกำหนดมากมาย เช่น ต้องจ่ายสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีอายุครบ 55 ปี และกว่าจะได้ผลประโยชน์ในรูปบำนาญชราภาพ ก็มีเงื่อนไขมากมายเช่นกัน
ผู้ประกันตนบางรายเมื่อคำนวณออกมา จึงได้เงินบำนาญเดือนละไม่ถึง 1 หมื่นบาทด้วยซ้ำ
ขณะที่ สส.และ สว.จ่ายเงินเข้ากองทุนในระยะเวลาเท่ากับที่เป็นสมาชิกภาพเท่านั้น อาจจะเพียง 1 ปี 2 ปี หรือครบวาระ 4 ปี แต่เมื่อพ้นการเป็น สส.และ สว.กลับได้บำนาญไปจนตาย ด้วยอัตราคงที่ถึงเดือนละ 1.5 หมื่นบาท
กฎหมายฉบับนี้ยังให้สิทธิอดีต สส.และ สว.นำเงินจากกองทุนไปให้การศึกษาบุตรตั้งแต่ชั้นประถมถึงปริญญาตรี ขณะที่ข้าราชการเบิกจ่ายค่าเล่าเรียนบุตรได้เพียงระดับมัธยมปลายเท่านั้น
ซึ่งนอกจากจะสร้างความไม่เป็นธรรมทั้งต่อข้าราชการและพนักงานประจำที่ต้องเสียภาษี และเสียเงินเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือนแล้ว
ยังเป็นปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะสมาชิกรัฐสภาที่ควรออกกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ กลับมาออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ตนเอง
ขณะที่องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กลับถูก สว.ถอดถอนทั้งคณะ เพราะขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง
นอกจากนี้ รัฐบาลก็ไม่ได้มีฐานะการคลังที่ดีพอที่จะนำเงินมาแจกจ่าย เฉพาะกองทุนประกันสังคม รัฐบาลยังติดค้างเงินที่จะต้องจ่ายสมทบสูงถึงกว่า 7 หมื่นล้านบาท
เมื่อพิจารณารอบด้านทั้งความเป็นธรรม ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และฐานะการคลังที่ยังคลอนแคลนอยู่ สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย สมควรจะยกเลิกกฎหมายจัดตั้งกองทุนดังกล่าว







