posttoday
การต่อสู้ของเสียงข้างน้อย

การต่อสู้ของเสียงข้างน้อย

04 กันยายน 2556

ช่วงนี้ฝ่ายเสียงข้างมากรุกหนัก หลายๆ อย่างขาดความชอบธรรมในสายตาเสียงข้างน้อย จึงมีการต่อต้านอย่างหนักเช่นกัน

ช่วงนี้ฝ่ายเสียงข้างมากรุกหนัก หลายๆ อย่างขาดความชอบธรรมในสายตาเสียงข้างน้อย จึงมีการต่อต้านอย่างหนักเช่นกัน

การต่อสู้ครั้งนี้สลักสำคัญต่อทิศทางประเทศไทย เพราะผลของการเมืองจะมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจสังคมไทยอย่างแน่ชัด

ตั้งแต่กฎหมายนิรโทษที่ส่งเสริมให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย พ.ร.บ.กู้ 2 ล้านล้านบาท ที่อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยล่มสลายพร้อมกับนโยบายประชานิยมต่างๆ ตลอดจนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิกที่จะเอื้อให้เกิดระบบเผด็จการเสียงข้างมากในรัฐสภา การตัดสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญโดยตรงของประชาชน และการลดอำนาจตรวจสอบการทำข้อผูกพันกับต่างประเทศ

ปกติ “ม็อบ” หรือการชุมนุมมักเป็นการแสดงออกของฝ่ายที่ไร้อำนาจ ทุกวันนี้กลับมีการใช้ม็อบเสื้อแดงเป็นเครื่องมือของรัฐในการต่อสู้ฝ่ายค้านและเสียงข้างน้อยอื่นๆ เช่น ระรานเวทีผ่าความจริงของประชาธิปัตย์ในหลายพื้นที่ หรือการส่งม็อบเสื้อแดงไปต้านม็อบที่คัดค้านการขึ้นราคาก๊าซ LPG

มีการใช้ม็อบกดดันการทำงานของฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ ในขณะที่การชุมนุมของเสียงข้างน้อยที่ต่อต้านกฎหมายนิรโทษกลับถูกรัฐบาลปิดกั้นด้วยการประกาศ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน

การบริหารแบบสองมาตรฐานของรัฐบาลนี้ได้ก่อให้เกิดม็อบเกษตร เพราะรัฐบาลไม่ดูแลชาวสวนยางพารา (และน้ำมันปาล์ม) ทั้งที่เคยสัญญาว่าจะให้ราคาหนึ่งแล้ว แต่ก็ทำไม่ได้ และจัดสรรงบให้น้อยมากเมื่อเทียบกับการรับจำนำข้าว การยิงใส่ม็อบสวนยางที่ทำให้การ์ดเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเหมือนเป็นการข่มขู่ และอาจเป็นตัวแปรสำคัญ

เสียงข้างมากในยุคนี้ได้พัฒนาการใช้อำนาจไปในแนวเผด็จการ แม้จะมาจากการเลือกตั้งุ จึงไม่แปลกที่เสียงข้างน้อยอย่างพรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับแนวทางการต่อสู้ทั้งในสภาและนอกสภา เพราะอย่างที่ ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ได้ให้สัมภาษณ์ “ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่อยู่ในรัฐสภาอย่างเดียว”

มีการตีข่าวอ้างหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ หาว่าพรรคประชาธิปัตย์ “ละทิ้งอุดมการณ์รัฐสภา ปลุกระดมหยาบคาย นำม็อบประท้วงข้างถนน”

เป็นการแปลข่าวที่บิดเบือนจากต้นฉบับและจากความเป็นจริง เพราะประชาธิปัตย์ยังต่อสู้ในรัฐสภาอย่างเข้มข้น มีการอภิปรายชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบว่าเสียงข้างมากกำลังเสนออะไรที่เสียหายต่อประเทศ รวมทั้งใช้กลยุทธ์ฟิลิบัสเตอร์ (Filibuster) หรือการเตะถ่วงที่รัฐสภาอย่างในสหรัฐอเมริกาก็ทำกัน

การโห่ หรือตะโกนในรัฐสภาเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่จะพบว่าเป็นปฏิกิริยาต่อความรีบร้อนและการลุแก่อำนาจของประธานรัฐสภาที่ไม่ยอมให้เสียงส่วนน้อยที่ถูกมองว่าแปรญัตติขัดหลักการได้มีโอกาสอภิปรายเหตุผล อีกทั้งมีการระดมตำรวจปราบจลาจล 1 กองร้อยมาหน้ารัฐสภา เสมือนเป็นการข่มขู่สมาชิกด้วย

จะเห็นว่าการประชุมในวันถัดๆ มาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพราะประธานให้เกียรติและให้โอกาสเสียงข้างน้อยได้แสดงออกตามสิทธิและหน้าที่ของเขา

อาจมองได้ว่าการที่เสียงข้างน้อยได้อภิปรายเต็มที่ในสภาแล้วแพ้โหวต เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับเสียงข้างมาก แต่อย่างน้อยก็เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับรู้ว่าความเสียหายอะไรกำลังจะเกิดขึ้นบ้าง และฝ่ายค้านได้สกัดกั้นอย่างเต็มที่แล้ว ทั้งนี้ ประชาธิปัตย์ปฏิเสธที่จะร่วมกับ “สภาปฏิรูป” ของรัฐบาล เพราะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการสร้างภาพ

นอกจากนี้ การที่ สส.ประชาธิปัตย์ไม่ลาออกอย่างที่บางฝ่ายเสนอ ยังเปิดโอกาสให้ยื่นถอดถอนและฟ้องร้องเรื่องคุณสมบัติของผู้มีอำนาจต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

ต่อการลงถนนของพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงว่า “ที่เคลื่อนไหวไม่ใช่ประเด็นที่จะไปล้มล้างรัฐบาลขณะนี้ แต่เคลื่อนไหวต่อต้านกฎหมายที่จะทำให้ระบบรัฐสภาเสื่อมลงไป” บนเวทีผ่าความจริงลีลาการพูดกับมวลชนอาจจะ “ดิบ” กว่าในสภา เพื่อให้เข้าถึงประชาชนทั่วไปได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หยาบคายหรือ “ถ่อย เถื่อน” อย่างเวทีของบางฝ่าย

ที่สำคัญเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญโดยไม่ล่วงละเมิดผู้อื่น อย่างการปิดแยกราชประสงค์ หรือการเผาบ้านเผาเมือง การชุมนุมอาจจะต้องมีหน่วยรักษาความปลอดภัย แต่ก็ไม่ได้มีกองกำลังติดอาวุธอย่างของเสื้อแดง

หลายอย่างที่ขาดความชอบธรรม บางอย่างอาจไปถูกตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายในศาลรัฐธรรมนูญ แต่ที่เหลือจะขึ้นอยู่กับการตัดสินของประชาชนโดยเฉพาะคนตรงกลาง หากไม่นับการปฏิวัติที่ไม่ควรเกิดเพราะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน สถานการณ์อาจเป็นไปได้ 2 ทาง

1.ประชาชนลุกขึ้นมาร่วมสร้างแรงกดดันอย่างสันติภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ในการต่อสู้แบบนี้ใครรุนแรงก่อนน่าจะเป็นฝ่ายแพ้ ถ้าเป็นรัฐบาลก็น่าจะต้องลาออก...หากเป็นรัฐบาลที่มีเกียรติภูมิ ทว่าในธุรกิจการเมืองประเด็นนี้อาจไม่มีความหมาย

2.“ไทยเฉย” ยังเฉย รอให้รัฐบาลชุดนี้แสดงผลงานต่อไปให้เต็มที่ ซึ่งเศรษฐกิจก็คงจะเสียหายมากจนประชาชนสัมผัสได้ทั่วถึง ถึงวันนั้นคนตรงกลางคงจะเหลือน้อยเต็มที

เสียงส่วนใหญ่...ซึ่งอาจจะเป็นคนกลุ่มใหม่ หรือคนกลุ่มเดิมที่คิดใหม่...จะตัดสินว่าใครควรจะมาบริหารประเทศนี้อีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน