
"โกดังข้าวแตก"โจทย์ใหม่พันคอรัฐบาล
เรียกว่ามีความเป็นไปได้ 100% ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 ก.ย.นี้ จะเห็นชอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีที่ 3 ฤดูกาลผลิต 2556/2557
โดย...จตุพล สันตะกิจ
เรียกว่ามีความเป็นไปได้ 100% ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 ก.ย.นี้ จะเห็นชอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีที่ 3 ฤดูกาลผลิต 2556/2557 กรอบวงเงิน 2.7 แสนล้านบาท อย่างไม่มีเงื่อนไข ท่ามกลางวิกฤตราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดที่ราคาทรุดหนัก
โครงการรับจำนำข้าวเปลือก หรือในทางพฤตินัยเรียกว่าการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาโดยตรง นับว่าได้สร้างภาระทางการคลังให้รัฐบาลหนักหน่วงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการใช้เงินกู้หมุนเวียน 6.7 แสนล้านบาท มีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลมีภาระเก็บข้าวสารในมือ 17 ล้านตัน พร้อมกับผลการขาดทุนปีแรก 1.36 แสนล้านบาท
“การรับจำนำข้าวรอบใหม่ กำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 100% นาปี ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เพดานรับจำนำไม่เกิน 3.5 แสนบาทต่อครัวเรือน ส่วนข้าวเปลือกเจ้า นาปรัง จำนำที่ราคา 1.3 หมื่นบาทต่อตัน ปริมาณไม่เกิน 3 แสนบาทต่อครัวเรือน ส่วนข้าวประเภทอื่นๆ คงราคาเดิม” นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม แม้การรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2556-ก.ย. 2557 ได้กำหนดเป้าหมายข้าวเปลือกเข้าโครงการ 18 ล้านตัน แต่เป็นไปได้สูงที่จะมีข้าวเปลือกเข้าโครงการสูงกว่าเป้า เพราะราคารับจำนำข้าวที่ 1.5 หมื่นบาท หรือ 1.3 หมื่นบาท ล้วนแล้วจูงใจให้ชาวนานำข้าวเปลือกเข้าโครงการ
โดยเฉพาะระดับราคารับจำนำข้าวที่ 1.5 หมื่นบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาด 50% และชาวนาจะมีกำไร 100% จากต้นทุนการผลิตที่เฉลี่ยอยู่ที่ 7,000-8,000 บาทต่อตัน ส่วนการจำกัดเพดานรับจำนำข้าวต่อครัวเรือนนั้น ไม่อาจหยุดยั้งข้าวเปลือกไม่ให้เข้าโครงการได้
สมพร อิศวิลานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว สถาบันคลังสมองแห่งชาติ ระบุว่า การที่รัฐบาลกำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เป็นราคาที่กลไกตลาดทำงานไม่ได้ ชาวนาที่ปลูกข้าวจะต้องนำข้าวเปลือกทั้งหมดเข้าสู่โครงการให้ได้ โดยใช้วิธีการต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงเพดานปริมาณรับจำนำข้าวที่ไม่เกิน 3.5 แสนบาท
“จะมี 2 ปรากฏการณ์ที่จะได้เห็นจากนี้ คือ 1.ชาวนาร่ำรวยที่มีที่นาผืนใหญ่จะซอยพื้นที่นาให้ชาวนารับจ้างเช่า หรือกระจายสิทธิให้ลูกหลาน จากนั้นก็ขึ้นทะเบียนเกษตรกรและนำข้าวเข้าโครงการรับจำนำ 2.ชาวนาที่นำข้าวส่วนเกินเข้าโครงการไม่ได้ จะถูกโรงสีกดราคารับซื้อเหลือ 7,500-8,000 บาทต่อตัน เพราะโรงสีมีอำนาจต่อรองสูง” สมพร ระบุ
เหตุปัจจัยดังนี้ เป็นไปได้สูงว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในเดือน ก.ย. 2557 รัฐบาลจะมีข้าวสารในมือเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10.8 ล้านตัน เมื่อรวมกับข้าวสารในสต๊อกที่มีอยู่เดิมไม่น้อยกว่า 17 ล้านตัน ซึ่งนั่นจะทำให้สถานะโกดังเก็บข้าวสารของรัฐบาลเข้าสู่ระดับวิกฤต ขณะที่การระบายข้าวสารทำได้ยากลำบากยิ่ง
“ตอนนี้รัฐบาลมีข้าวสารในมือ 17 ล้านตัน และจะมีข้าวนาปรัง ปี 2555/2556 ที่สิ้นสุดโครงการ 15 ก.ย. เข้ามาอีก คาดว่ารัฐบาลน่าจะมีข้าวสารในมือ 22 ล้านตัน หากรวมกับข้าวฤดูกาลใหม่ รับรองโกดังแตกแน่ๆ ที่สำคัญวันนี้ตลาดข้าวยังเป็นของผู้ซื้อ ไม่มีปัจจัยที่เป็นบวกกับเราเลย” ปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าว
ข้อมูลราคาข้าวล่าสุด ณ วันที่ 28 ส.ค. ราคาข้าวไทยทุกประเภท ยกเว้นข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว ราคาพาเหรดทรุดลงตามลำดับ ข้าวขาว 100% ราคาลดเหลือ 458 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากต้นเดือนที่อยู่ที่ 528 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ข้าว 5% ราคาลดเหลือ 442 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากต้นเดือนที่อยู่ที่ 512 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ราคายังสูงกว่าข้าวเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน ที่อยู่ที่ระดับ 380-420 เหรียญสหรัฐต่อตัน เช่นเดียวกับข้าวนึ่งที่ราคา 474 เหรียญสหรัฐต่อตัน จาก 535 เหรียญสหรัฐต่อตัน เมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค. เทียบกับคู่แข่งที่ราคาอยู่ที่ 410-430 เหรียญสหรัฐต่อตัน
เฉลี่ยแล้วในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาข้าวไทยลดลง 1314% แต่ยังสูงกว่าคู่แข่งประมาณ 14% (ข้าวไทยมีค่าพรีเมียมสูงกว่าคู่แข่ง 15-20%)
นั่นเป็นเพราะอินเดีย เวียดนาม และผู้ส่งออกข้าวรายใหม่ พม่า กัมพูชา ต่างมีผลผลิตข้าวปริมาณสูง และไม่มีทีท่าว่าจะเกิดภัยแล้ง น้ำท่วมจนเกิดภาวะ “ซัพพลายช็อก” โดยเฉพาะอินเดียที่มีสต๊อกข้าวสำรองสูงกว่าระดับปลอดภัย 2.8 เท่า หรือ 33 ล้านตัน อีกทั้งค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าหนัก ทำให้มีการคาดว่าปีนี้อินเดียจะส่งออกข้าวได้ 11 ล้านตัน
ส่วนประเทศผู้ซื้อรายใหญ่อย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจีน ต่างเพิ่มการผลิตข้าวในประเทศ เช่น อินโดนีเซียที่ปกตินำเข้าข้าวปีละ 3 ล้านตัน ปีนี้ลดการนำเข้าเหลือ 1 ล้านตัน จีนแม้มีการนำเข้าข้าวเพิ่ม แต่ใช้กลยุทธ์ให้รัฐวิสาหกิจทำหน้าที่ตระเวนซื้อข้าวในต่างประเทศ เพื่อให้มีปริมาณข้าวเพียงพอกับประชากร 1,300 ล้านคน
“เราจะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจีนไม่ประกาศซื้อข้าวอย่างเป็นทางการ เพราะหากทำเช่นนั้นจะสร้างแรงกดดันให้ราคาข้าวเพิ่มได้ เขาจึงให้รัฐวิสาหกิจไปซื้อข้าว และถ้าจะซื้อมาเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงคนของเขา เขาก็จะซื้อข้าวจากเวียดนามที่ราคาถูกกว่าข้าวไทย 150 เหรียญสหรัฐต่อตัน” ปราโมทย์วิเคราะห์
ขณะที่การส่งออกข้าวสารไปตลาดบน เช่น อิรักและอิหร่านนั้น ข้าวไทยยังได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง เพราะแม้ราคาข้าวขาว 100% ชั้น 2 ของไทยจะมีราคา 580-590 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่อิรักและอิหร่านยังคงสั่งซื้อข้าวไทยต่อเนื่อง 57 แสนตันต่อปี แม้ว่าราคาข้าวไทยจะสูงกว่าข้าวเวียดนามก็ตาม
แต่ทว่าขณะนี้ข้าวไทยที่ส่งออกไปประเทศอิรักและอิหร่าน กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก โดยเฉพาะข้าวสาร 100% ชั้นสองที่ไทยขายให้อิหร่านแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ปริมาณ 5 แสนตัน ที่จะส่งมอบให้ครบภายใน 6 เดือนนั้น อิหร่านไม่ค่อยพอใจกับคุณภาพข้าวนัก เพราะนำข้าวเก่าเก็บในโกดังไปขายให้
“เดิมบริษัทไชยพรค้าข้าวเขาทำตลาดที่อิรักและอิหร่านมาเป็น 10 ปี แต่ตอนนี้รัฐบาลไปแย่งตลาดเขามา ผ่านบริษัทนายหน้าค้าข้าวที่ชื่อ “โอแล่ม” มีที่ตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ ที่ติดต่อเสนอขายข้าวให้รัฐบาลอิหร่านที่ 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน ตัดหน้าไชยพรค้าข้าว แล้วเอาข้าวในโกดังส่งไป กินส่วนต่างกินหัวคิวไป”แหล่งข่าววงการค้าข้าวระบุ
ยิ่งย้อนกลับไปพิจารณาตัวเลขการส่งออกข้าวไปต่างประเทศ ก็พบข้อมูลที่สับสน สำนักงานคณะกรรมการตรวจข้าว สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 27 ส.ค. ไทยส่งออกข้าว 2.12 ล้านตัน จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ส่งออก 3.25 ล้านตัน ลดลง 34.7% ต่างจากกระทรวงพาณิชย์ที่ยืนยันว่าได้ส่งออกข้าวแบบจีทูจีแล้ว 5 ล้านตัน
เหล่านี้สะท้อนได้ว่าข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะจงใจทำให้คลุมเครือ การส่งออกข้าวไทยยังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และอีกไม่ถึงเดือนรัฐบาลไทยกำลังจะเผชิญปัญหาใหม่กับข้าวล็อตใหม่ที่จะเข้ามาเก็บสูงมากกว่ากองภูเขา แต่นั่นน่าจะทำให้ฝ่ายการเมืองมีเวลาพักหายใจได้ระยะหนึ่ง
วันก่อน พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว บีบีซี ในรายงานข่าวเรื่อง “Thailand’ rice price scheme : A policy too far” โดยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวตอนหนึ่งว่า
“ไม่ ไม่ใช่ความผิดพลาด เพราะถ้าพูดแบบกับกลุ่มประเทศ OECD ก็คงได้ แต่เราไม่ใช่ แม้มัน (โครงการรับจำนำข้าวเปลือก)จะไม่ใช่ทางที่มีประสิทธิภาพ ในการจ่ายเงินภาษีเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชน...” พันศักดิ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังถูกยิงถามว่า “เกิดอะไรขึ้น ทำไมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจึงผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง”
ฉะนั้น แม้เวลานี้จะมีการเปลี่ยนมือคนกุมบังเหียนเรื่องข้าวจาก บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ มาเป็น นิวัฒน์ธำรง และมี ยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ เป็นผู้ช่วยงาน แต่สถานการณ์ข้าวไทยยังอยู่ในอาการโคม่า ดังนั้น การกำหนดโจทย์ช่วยเหลือชาวนาด้วยโครงการรับจำนำข้าวราคาสูง จึงสมควรต้องทบทวนกันใหม่







