posttoday
3วิธีลดแรงกดดันของเผด็จการ

3วิธีลดแรงกดดันของเผด็จการ

28 สิงหาคม 2556

ยิ่งผู้ถูกปกครอง “วิกฤตศรัทธา” ต่อนักการเมืองไร้สาระ การเมืองแบบเผด็จการมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งไปทำให้ “ผู้ปกครอง” เหล่านั้นหาทาง “ดิ้นหนี” ออกจากการบีบรัดของประชาชน และพลิกแพลงสถานการณ์ดังกล่าวให้เป็นประโยชน์มากขึ้นทุกครั้ง

ยิ่งผู้ถูกปกครอง “วิกฤตศรัทธา” ต่อนักการเมืองไร้สาระ การเมืองแบบเผด็จการมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งไปทำให้ “ผู้ปกครอง” เหล่านั้นหาทาง “ดิ้นหนี” ออกจากการบีบรัดของประชาชน และพลิกแพลงสถานการณ์ดังกล่าวให้เป็นประโยชน์มากขึ้นทุกครั้ง

ในอดีตที่ผ่านมา “ผู้ปกครองเจ้าเล่ห์” ใช้ 3 วิธีในการรักษาระบอบที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาคือ

1.Fool “ทหารประจำการ” ให้ออกมาทำ“รัฐประหาร” (Coup de’tat) ให้ เพื่อผ่อนคลายแรงกดดันของประชาชน แล้วให้ประชาชนกดดันทหารให้ต้อง “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” เพื่อให้ “ผู้ปกครองเก่า” คืนกลับมาสู่อำนาจอีกครั้ง โดยผ่านการเลือกตั้ง (ผมเข้าใจเอาเองว่า ผบ.ทบ.คนนี้ไม่โง่)

2.“ยุบสภา” ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่พวกเขาเอามาหลอกประชาชนด้วย “เพทุบาย”

คืนอำนาจให้กับประชาชน!

เพื่อใช้การเลือกตั้งมา “รับรอง” “อำนาจอธิปไตยเก่า” ที่มาจาก “การเลือกตั้งใหม่” ด้วยการใช้ “นักวิชาการรับจ้าง” และ “นักการเมืองขี้ฉ้อ” ออกมา “ชี้นำ” สังคมว่า

“เลือกตั้งคือประชาธิปไตย ไม่เลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย”

3.โยน “ปฏิรูปการเมือง” “ปฏิรูปประเทศ” ใส่มือนักวิชาการรับจ๊อบ นักการสื่อสารรับจ๊อบ ออกมา Fool ประชาชนให้ “เล่นเกม”รัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) หลอกคน “ไร้เดียงสาทางการเมือง” ให้มา “ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ” “ร่วมลงประชามติ” เพื่ออาศัยการมีส่วนร่วมนั้นมา “ลด” “แรงเสียดทาน” ของประชาชนที่มีต่อ “ระบอบ” นักการเมืองรวย นายทุนผูกขาดรวย ประชาชนไม่มีจะกินของพวกเขาลง

และใช้นักวิชาการรับจ๊อบ นักการสื่อสารรับจ๊อบ เหล่านั้นออกมาชี้นำสังคมว่า “การเลือกตั้ง” เป็น “หน้าที่” ทั้งๆ ที่ “การเลือกตั้ง” เป็น “สิทธิ”

ที่เขาทำเช่นนั้นก็เพื่อเอา “การเลือกตั้ง” มา “รับรอง” “ความชอบธรรม” ในการปกครองของพวกเขานั่นเอง

และเมื่อประชาชนหลงไปเล่นเกมรัฐธรรมนูญนิยม (ไม่ว่าจะเป็นฉบับประชาชนหรือฉบับหน้าเหลืองฟันดำก็แล้วแต่) พรรคการเมืองทั้งเหลืองและแดงก็จะส่ง “มะม่วงพันธุ์กดขี่ขูดรีด” ของพวกเขามาลงเลือกตั้ง (ถึงจะมีพรรคเล็กพรรคน้อยก็ไม่มีความหมาย เพราะประชาชนถูกชี้นำว่าต้องเลือกพรรคใหญ่) ผลสุดท้ายคนไทยก็ได้ “อำนาจอธิปไตยเก่า” ใน “ขวดใหม่” มา “ทำนาบนหลังราษฎร์”“สั่งปัญหาสังคม” ให้มากขึ้นๆ ทุกวัน

วันนี้ “ประชาชนคนมือสั้น” จำนวนมากตระหนักแล้วว่า ถึงจะมี “ยุบสภา” เพื่อ “เลือกตั้งใหม่” “รัฐประหาร (ร่างรัฐธรรมนูญ) เพื่อเลือกตั้งใหม่” “ปฏิรูป ปฏิสังขรณ์” (ร่างรัฐธรรมนูญ) เพื่อ “เลือกตั้งใหม่” ก็ย่อมได้ “ชนชั้นผู้กดขี่ขูดรีดเก่า” เหมือนเดิมนั่นเอง

ป.ล.1.การแทรกแซงของนักการเมือง พรรคการเมืองต่อการโยกย้ายข้าราชการ (กลไกรัฐ) เป็นการทำ “ผิดหลักวิชา” อย่างรุนแรง ถ้ามีการแทรกแซงเกิดขึ้นเมื่อใดก็จะทำให้ “องค์กรแตกแยก” และ “อ่อนแอลง” ทันที เพราะคนอาวุโสที่เก่งๆ เมื่อไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งก็จะ “น้อยเนื้อต่ำใจ” และ “เฉื่อยงาน” ส่วนคนที่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งด้วยการข้ามหัวคนอื่นเพราะ “เลียเก่ง” หรือยอมตัวเป็น “สัตว์เลี้ยง” ให้กับ “นักธุรกิจการเมือง” ผู้ตะกละตะกลาม เมื่อไม่ได้รับการยอมรับจากคนในหน่วยก็จะขับเคลื่อนงานไปได้ยาก ยิ่ง “ทำงานไม่เป็น” ด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้องค์กรนั้นๆ หมดศักดิ์ศรี เสื่อมความเชื่อถือไปโดยปริยาย

กลไกรัฐเป็นกระดูก “โครง” หนึ่ง ที่ทำให้ชาติตั้งอยู่ได้ ถ้าโครงกระดูกหมดศักยภาพในการทำหน้าที่เสียแล้ว ชาติบ้านเมืองก็จะถูกต่างชาติกลืนกินทางเศรษฐกิจไปโดยไม่ต้อง“เสียดินแดน”

การแต่งตั้งวิปริตที่เกิดขึ้นใน ททท. และที่อื่นๆ ของรัฐและของเอกชนไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมานักธุรกิจการเมืองก็เคยสั่งให้ย้ายคนมีฝีมือจากทุกกระทรวงทบวงกรมไปดองอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษามาแล้ว (ยกเว้นกลาโหมที่นักธุรกิจการเมืองกลัว)

ถ้าทุกคน Ignore ไม่ใส่ใจมาร่วมขจัด“ระบอบผิด” ซึ่งเป็นปฐมเหตุของความขัดแย้งในทางการเมือง การขูดรีดทางเศรษฐกิจและสังคมที่เสื่อมทรามลง ฯลฯ เพื่อที่จะสถาปนา“ระบอบถูก” มาสลายช่องว่างทางชนชั้นที่นำมาซึ่งความไม่เสมอภาค การกดขี่ขูดรีด อาชญากรรม การแต่งตั้งโยกย้าย ความขัดแย้งของคนในชาติและปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ ฯลฯ แล้ว

ชาติไทยจะหลุดพ้นออกจากวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างไร?

ป.ล.2.“ประชาเสวนาหาทางออกประเทศไทย” ที่รัฐบาลของระบอบเผด็จการ “โยนลงมา” ให้ประชาชนส่วนต่างของประเทศมาร่วมกัน “คิด” ร่วมกัน “แก้ไขปัญหาชาติ” แม้ดูภายนอกแล้วเหมือนว่าเป็น “เจตนาดี” ในการหาทางออก แต่โดยลึกๆ แล้ววิธีการดังกล่าวเป็น “วิธีการ” “หลอก” ประชาชนที่กำลังหวั่นไหว สับสนและคับแค้นใจให้มา “ระบาย” ความคับข้องใจของประชาชนที่มีต่อ “ระบอบเผด็จการ” อันเป็นปฐมเหตุแห่งปัญหาความขัดแย้งและการกดขี่ขูดรีดในชาติทั้งมวลนั่นเอง

การแก้ไขปัญหาโรคมะเร็งต้องใช้ผู้รู้วิชาการแพทย์ฉันใด การแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองก็ต้องใช้ผู้รู้วิชาการเมืองแก้ไขฉันนั้น เราไม่อาจใช้ Opinion ในการรักษาโรคมะเร็งได้ฉันใด เราก็ไม่อาจใช้ Opinion มารักษาโรคของชาติได้ฉันนั้น

ขืนทำมากๆ เข้านอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ยังส่งผลทำให้คนไข้ตาย ชาติล่มสลายอีกต่างหาก!

ต้องขอบคุณมติชนสุดสัปดาห์ที่เปิดโอกาสให้วีระกานต์ มุสิกพงศ์ มาเขียนคอลัมน์ เพราะทำให้ผมได้รู้ความคิดของผู้เคย “ก้าวหน้า” ว่า “ล้าหลัง” เพียงใด เจตนาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเป็นเรื่องถูกต้อง แต่การปฏิเสธสภาปฏิรูป ปฏิเสธระบบรัฐสภาไม่เกี่ยวกับปฏิเสธประชาชน เพราะสภาปฏิรูปทำขึ้นมาเพื่อบรรเทาแรงกดดันของเหลืองและประชาชน ส่วนระบบรัฐสภานั้นเป็นเพียงรูปของการปกครอง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ระบบ” แต่ปัญหาอยู่ที่ “ระบอบ” ถ้าจะมาเรียนวิชาการเมืองใหม่ผมจะสอนให้ครับ!

ป.ล.3.ปัญหาของเราทุกคนในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ขจัดรัฐบาลเหลืองหรือรัฐบาลแดงลง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเอาเผด็จการลงแล้วจะพากันไปสู่สังคมอะไรชนิดไหนต่างหาก ถ้าใครสนใจ How To ในการสร้างประชาธิปไตย โปรดส่งอีเมลมาขอได้ที่ [email protected] ครับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน