
รุมอัดแก้รธน.ล้มองค์กรอิสระครอบงำสภาสูง
ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับที่มาของ สว.ต่อเนื่องวันที่สอง สมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะ สส.ประชาธิปัตย์
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับที่มาของ สว.ต่อเนื่องวันที่สอง สมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะ สส.ประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สว.สรรหา ยังพุ่งเป้าอภิปรายไปยังประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะหากแก้ไข รธน.สำเร็จ สว.ปัจจุบันจะลงสมัครรับเลือกตั้งได้ทันที ซึ่งเข้าข่ายความผิดที่จะนำไปสู่การฟ้องร้องได้
สมาชิกส่วนใหญ่จึงเสนอทางออกด้วยการแปรญัตติมาตรา 2 ขยายเวลาการบังคับใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไปจากเดิม ที่ระบุว่า “ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป”เป็น “ให้มีผลหนึ่งปีหลังจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา” ขณะที่บางส่วนเสนอให้ตัดทิ้งทั้งมาตรา เพราะไม่อยากให้กฎหมายนี้ผ่านออกมาบังคับใช้
พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ สว.สรรหา อภิปรายว่า เสนอแปรญัตติให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ 1 ปีนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะเกี่ยวข้องผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าข่ายขัด รธน. ซึ่งอาจถูกยื่นให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตีความได้ จึงจำเป็นต้องยืดเวลาบังคับใช้ออกไป
อย่างไรก็ตาม หากกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้คนที่ได้ประโยชน์ คือ สว. เพราะสามารถเป็น สว.ต่อได้อีกวาระ จากเดิมต้องเว้นวรรค 5 ปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยืดเวลามีผลบังคับใช้ออกไปไม่ให้ผู้เสนอกฎหมาย หรือผู้ที่ลงมติ มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและป้องกันไม่ให้ถูกดำเนินคดี
ธนา ชีรวินิจ สส.กรุงเทพมหานคร พรรค ปชป. กล่าวว่า ขอตัดทั้งมาตรา เพราะการแก้ไข รธน.ฉบับนี้เป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ และที่สำคัญก่อนหน้านี้มีการแสดงเจตจำนงว่าไม่พอใจการทำงานขององค์กรอิสระ
“ไม่ได้คัดค้านการให้ประชาชนได้สิทธิเลือกตั้ง สว. แต่ สว.มีอำนาจหน้าที่สำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการเลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และการถอดถอนบุคคลระดับสูงอย่างประธานศาลฎีกา ซึ่งที่ผ่านมาเราได้มีบทเรียนมาแล้วจาก รธน. 2540 ที่ให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จนส่งผลให้ต้องพึ่งอิงกับอำนาจทางการเมืองจนทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ” ธนา กล่าว
สามารถ แก้วมีชัย สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ. กล่าวว่า เป็นธรรมเนียมที่กฎหมายแทบทุกฉบับ ระบุว่า จะให้มีผลบังคับนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนที่มีสมาชิกเป็นห่วงเกรงว่าจะมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น ต่างจากกรณีขึ้นเงินเดือนตัวเอง เพราะแม้แก้กฎหมายให้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะได้รับเลือก ดังนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงยืนยันตามเดิม สุดท้ายที่ประชุมรัฐสภา มีมติ 349 ต่อ 157
จากนั้นได้พิจารณามาตรา 3 เกี่ยวกับการกำหนดให้ สว.มาจากการเลือกตั้ง 200 คน
อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สส.นครศรีธรรมราชพรรค ปชป. อภิปรายว่า สว.บางส่วนเอาความเป็นอิสระสนองตอบการเมือง เมื่อแก้ไข รธน.เปลี่ยนแปลงที่มา สว.ให้มาจากการเลือกตั้ง 200 คน ยิ่งจะเป็นช่องทางให้กลไกผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้ครอบงำสถาบันวุฒิสภาได้ง่ายขึ้น
สุรเชษฐ์ แวอาแซ สส.นราธิวาส พรรค ปชป. กล่าวว่า หากให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด หากได้สภาสูงที่คุณภาพด้อยกว่าสภาล่าง การกลั่นกรองกฎหมายจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ และถ้าเลือกมาแล้วทำอะไรไม่เป็น จะมีไว้ทำไม หรือจะยอมเป็นขี้ข้า ยอมรับใช้การเมือง ถึงไม่เกิดความปรองดอง
ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยที่ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด โดยขอให้มี สว.เลือกตั้ง จังหวัดละ 2 คน ให้ 1 คนเลือกตั้งทางตรง และอีก 1 คนเลือกตั้งทางอ้อม เพราะหากมีการเลือกตั้งทั้งหมด ฝ่ายการเมืองจะแทรกแซงสภาสูง เมื่อสภาล่างเทกโอเวอร์ สว.เเล้ว แบ่งปันผลประโยชน์จะทำให้เป็นวิกฤตของประเทศ
ทั้งนี้ บรรยากาศการประชุมก่อนเข้าสู่การพิจารณารายมาตรา ยังคงปั่นป่วนต่อเนื่องจากวันแรก โดยสส.พรรค ปชป.เเละกลุ่ม 40 สว.ได้เรียกร้องให้คืนสิทธิสมาชิกรัฐสภา 57 คน ที่ถูกตัดสิทธิเพราะแปรญัตติขัดกับหลักการร่างแก้ไข รธน. จนประธานต้องอะลุ่มอล่วยให้ 57 คนทำหน้าที่อภิปราย จึงได้เข้าสู่การพิจารณาในเนื้อหา







