
สหรัฐฟื้นแต่ดึงจีนไม่ได้ใช้จ่ายภายในยังอ่อนแอ
ความหวาดวิตกว่าเศรษฐกิจจีนอาจจะชะลอตัวลงอย่างหนักในครึ่งปีหลังและจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจทั่วโลก
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ความหวาดวิตกว่าเศรษฐกิจจีนอาจจะชะลอตัวลงอย่างหนักในครึ่งปีหลังและจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ดูเหมือนว่าจะสามารถเบาใจลงได้บ้างแล้ว เนื่องจากบรรดาประเทศอุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป ไปจนถึงญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาช่วยพยุงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้นบ้าง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เป็นตัวฉุดรั้งการขยายของจีดีพีโลกมาหลายปี
การฟื้นตัวของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะสหรัฐนั้น ยังทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายพากันมองว่าน่าจะกลายมาเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจแดนมังกรให้ดีขึ้นบ้าง และในปีนี้ก็น่าจะบรรลุเป้าหมายการขยายตัวที่ 7.5% อีกด้วย เนื่องจากภาคส่งออกของจีนที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวดังกล่าวตามไปด้วย
ถึงกระนั้น ความคาดหวังดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นไปอย่างสวยหรูเหมือนที่หลายฝ่ายกำลังต้องการอยากจะให้เป็นมากนัก เพราะสัญญาณการฟื้นตัวของสหรัฐ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกในขณะนี้ยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะเข้ามาช่วยฉุดรั้งจีน รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ให้พ้นจากภาวะการชะลอตัวได้
เนื่องจากภาคการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนหลักถึง 2 ใน 3 ของจีดีพีแดนพญาอินทรียังคงอ่อนแออยู่มาก ยืนยันได้จากรายงานยอดขายสินค้าของกลุ่มห้างและร้านค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ เช่น วอลมาร์ท เมซีส์ เจย์ซีเพนนี เบสบาย ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ที่ขายได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้
ในรายของ วอลมาร์ท เชนห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ของโลกนั้น มียอดขายจากตลาดในสหรัฐลดลงกว่าที่คาดการณ์ 0.3% หรือที่ 1.16 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่รายได้ที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ 1.18 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และถือเป็นไตรมาสที่ 2 ที่ยอดขายลดลงติดต่อกัน ดังนั้นเชนห้างสรรพสินค้าเบอร์ 1 ของโลกจึงหันมาตัดลดคาดการณ์ยอดขายในปีนี้ลงมาเหลือยู่ที่ 23% จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 56% ขณะที่ เมซีส์ ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่จากสหรัฐอีกรายก็มีรายได้ลดลงเช่นกัน และถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปีที่มียอดขายลดลงอีกด้วย
ไม่เพียงเฉพาะแค่กลุ่มห้างสรรพสินค้ารายใหญ่เท่านั้นที่บ่งชี้ถึงภาคการบริโภคของชนชั้นกลางที่ยังไม่แข็งแกร่ง แต่ยังรวมถึงกลุ่มร้านค้าปลีกที่มุ่งเจาะตลาดชนชั้นกลาง เช่น แก๊ป คอสโค โฮลเซลล์ กรุ๊ป อีกด้วย โดยกลุ่มเหล่านี้ต่างมียอดขายกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ขณะที่ตัวเลขที่ดีขึ้นกลับเป็นกลุ่มภาคธุรกิจที่ดีขึ้นก็จำกัดอยู่แต่ในภาคยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านเท่านั้น โดยยอดขายรถยนต์ในสหรัฐ เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 14%
สาเหตุประการแรกที่ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชนชั้นกลางสหรัฐยังไม่แข็งแกร่งขึ้น ทั้งๆ ที่ตัวเลขหลายตัวของสหรัฐเริ่มสะท้อนถึงภาวะฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นจีดีพี ดัชนีภาคการผลิต การว่างงาน รวมไปถึงเงินเฟ้อ ก็เป็นเพราะรายได้ที่แท้จริงของประชาชนสหรัฐยังคงไม่ดีขึ้น โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติการจ้างงานสหรัฐเผยว่าอัตราค่าจ้างที่แท้จริงไม่คิดรวมเงินเฟ้อ เงินเดือนข้าราชการและทหาร ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2012 ถึง มิ.ย. 2013 หดตัวลง 0.1%
“ค่าจ้างคนงานในสหรัฐไม่ได้ดีขึ้น พวกเขาไม่เชื่อมั่นในการใช้จ่าย เพราะรายได้ที่แท้จริงของพวกเขาไม่เพิ่มขึ้นเลย” อลิซซาเบซ แอสแฮค นักเศรษฐศาสตร์ จากสถิติการจ้างงานสหรัฐ กล่าว
อีกทั้งเมื่อยิ่งต้องมาเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของภาษีเงินได้และราคาพลังงานในประเทศที่สูงขึ้น ก็ทำให้กำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นกลางต้องอ่อนแอลงหนักยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ราคาแก๊สโซลีนต่อแกลลอนอยู่ที่ 3.67 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วอยู่ที่ 3.51 เหรียญสหรัฐ
ส่วนในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ยอดคนที่เข้ารับความช่วยเหลือด้านอาหารจากทางการของสหรัฐก็ยังอยู่สูงขึ้นไปอยู่ที่ 47.6 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนทุกๆ 1 ใน 7 คนของประชาชนชาวสหรัฐ ซึ่งจำนวนดังกล่าวถือว่าสูงกว่าปี 2012 ถึง 1.1 ล้านคน และ 7 ล้านคนเมื่อเทียบกับปี 2010
ประการต่อมา ถึงแม้ว่าตัวเลขการจ้างงานในแดนพญาอินทรีจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่การจ้างงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงเป็นการจ้างแบบสัญญาจ้างระยะสั้น (พาร์ตไทม์) มากกว่าจะเป็นการจ้างงานแบบเต็มเวลา โดยข้อมูลจากรายงานของสำนักงานสถิติการจ้างงานสหรัฐดังกล่าวเผยว่าในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา คนที่มีงานทำในสหรัฐถึง 5.7% ยังไม่สามารถเลื่อนขั้นจากการเป็นพนักงานชั่วคราวไปเป็นพนักงานประจำได้ และตัวเลขนี้ก็ยังคงอยู่ที่เดิม เมื่อเทียบกับช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร
“ทุกๆ คนพูดถึงการฟื้นตัว แต่จริงๆ แล้วการฟื้นตัวยังไม่มีเสถียรภาพนัก ผลประกอบการที่ออกมาไม่ใช่เพียงแค่บอกว่าสหรัฐยังไม่ดีขึ้น แต่ยังสะท้อนว่ากำลังเลวร้ายลง” บ๊อป ซัมเมอร์ นักวิเคราะห์จากซัสคิวฮันนาไฟแนนเชียลกรุ๊ป กล่าวให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส
ด้วยเหตุนี้ การฟื้นตัวของสหรัฐจึงยังไม่ดีพอที่จะช่วยกระตุ้นการส่งออกของจีนได้มากนัก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลจีนจะหันมากระตุ้นและส่งเสริมการบริโภคจากตลาดภายในประเทศให้มากขึ้น ลดการพึ่งพาตลาดต่างชาติและลดการโหมลงทุนอย่างหนัก แต่กระบวนการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจดังกล่าวเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และยังต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะถึงจะเห็นผล ดังนั้นในอนาคตอันใกล้พญามังกรจีนจึงไม่อาจหลีกหนีการชะลอตัวไปได้
นอกเหนือจากเหตุผลเรื่องการบริโภคของชนชั้นกลางสหรัฐที่ยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควรดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันจีนเองก็ยังต้องมาเผชิญปัญหากระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกอีกด้วย หลังจากที่มีแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะปรับลดการใช้นโยบายเข้าซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐลง ซึ่งได้ทำให้ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตและดัชนีตลาดฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับตัวดิ่งลงอย่างหนัก และกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างหนัก
งานนี้ จีนจึงยังไม่อาจอาศัยและพึ่งพาสหรัฐในการช่วยนำพาให้พ้นจากการชะลอตัวได้ด้วยประการทั้งปวง







