posttoday
สภาป่วน"นักการเมือง"เน่า

สภาป่วน"นักการเมือง"เน่า

22 สิงหาคม 2556

ในที่สุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.ก็สามารถเดินหน้าได้ตามระเบียบวาระเป็นรายมาตรา แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ต้องเรียกได้ว่า “เลือดตาแทบกระเด็น”

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ในที่สุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.ก็สามารถเดินหน้าได้ตามระเบียบวาระเป็นรายมาตรา แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ต้องเรียกได้ว่า “เลือดตาแทบกระเด็น” พอสมควร ภายหลังจากต้องหมดเวลาไปกับการประท้วงถึงการทำหน้าที่ควบคุมการประชุมของ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานรัฐสภา และ “นิคม ไวยรัชพานิช” รองประธานรัฐสภากว่า 10 ชั่วโมง ตลอดการประชุมเมื่อวันที่ 20 ส.ค.

ถึงขั้นที่ “ประธานขุนค้อน” บ่นกับผู้สื่อข่าวเมื่อวานนี้ว่า “ไม่ปวดหัว มีเหนื่อยเล็กน้อย แต่โคตรเบื่อเลย”

สถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นคงยากที่จะบอกว่าฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก แต่เมื่อทุกอย่างได้ปรากฏออกมาให้เห็นแล้ว ทำให้ต้องบอกว่าทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องรับผิดชอบร่วมกัน

“พรรคเพื่อไทย” ในฐานะผู้กุมเสียงข้างมากไม่อาจลอยตัวกับเหตุการณ์นั้นได้ เนื่องจากมีความเคลือบแคลงว่าการใช้เสียงส่วนใหญ่รวมกับ สว. จำนวน 339 เสียง หักดิบไม่ให้สมาชิกรัฐสภา 57 คน อภิปรายในสภาในวาระที่ 2 เพราะเสนอคำแปรญัตติเพื่อแก้ไขถ้อยคำที่ขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เป็นไปเพื่อต้องการรวบรัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 ได้มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งมีหลักการว่า “การกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เวลานั้นภายหลังรัฐสภาได้มติเสียงข้างมากรับหลักการในวาระที่ 1 พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการ โดยมี “สามารถ แก้วมีชัย” สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ปรากฏว่าได้มีสมาชิกรัฐสภาถึง 23 คน เสนอคำแปรญัตติด้วยการข้อความที่ระบุถึงการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ออกทั้งหมดเพื่อไม่ต้องการให้เกิดการตั้ง ส.ส.ร.

หากมองจากคำแปรญัตติของผู้ทรงเกียรติจำนวน 23 คน ย่อมตีความได้ว่ากระทำที่ขัดกับหลักการ เพราะในเมื่อรัฐสภารับหลักการให้มี ส.ส.ร.ในวาระที่ 1 แล้ว เท่ากับว่าการจะเสนอแก้ไขจะทำได้เฉพาะในส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง ส.ส.ร.เท่านั้น โดยจะใช้เอกสิทธิ์เพื่อเสนอยกเลิกการจัดตั้ง ส.ส.ร.ไม่ได้

ทว่า ประธานคณะกรรมาธิการในขณะนั้นก็ไม่ได้เขียนลงในรายงานว่าความเห็นของสมาชิกรัฐสภา 23 คน ขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหรือท้วงติงแต่อย่างใด ไม่เพียงเท่านี้ยังเปิดโอกาสให้อภิปรายในสภาได้ด้วย แต่ห้ามใช้เวลามากจนเกินไป

เมื่อบรรทัดฐานในอดีตที่รัฐสภาเคยวางเอาไว้เมื่อปี 2555 แต่กลับมาถูกฉีกทิ้งในปี 2556 ด้วยเสียงข้างมาก จนเป็นสาเหตุหนึ่งของความวุ่นวาย

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน แม้จะอ้างว่าการแสดงออกผ่านการลุกขึ้นยืนประท้วงแบบไม่สนคำวินิจฉัยของผู้ควบคุมการประชุม เนื่องจากไม่พอใจกับท่าทีของ “สมศักดิ์นิคม” แต่กระทำลักษณะนี้ย่อมส่งผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่มาจากการเห็นชอบร่วมกันของทุกฝ่ายขาดความศักดิ์สิทธิ์ไปโดยปริยาย

ดังนั้น ความขัดแย้งที่เป็นผลมาจากการใช้เสียงข้างมากแบบนี้ หากไม่ได้รับการแก้ไขร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลแน่นอนว่ากฎหมายสำคัญทางเศรษฐกิจที่ค้างอยู่ในสภาย่อมจะได้รับผลกระทบไปด้วย

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 เป็นหนึ่งในกฎหมายสำคัญที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาทั้งฉบับ ซึ่งล่าสุดติดหล่มอยู่ที่งบประมาณของกระทรวงยุติธรรมมาตรา 18 และเตรียมนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 23 ส.ค.

พรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีออกมาชัดเจนแล้วว่าไม่ได้กลัวกับเกมการเมืองของฝ่ายค้าน เพราะหากถูกลากยาวจนถึงวันที่ 26 ส.ค. ซึ่งเป็นเส้นตายสุดท้ายที่สภาต้องลงมติภายใน 105 วัน เมื่อไหร่ ก็เตรียมใช้อำนาจรัฐธรรมนูญส่งกฎหมายงบประมาณไปให้วุฒิสภาลงมติทันที

การทำแบบนั้นถึงจะเป็นอำนาจโดยชอบของรัฐบาล แต่ในทางการเมืองแล้วต้องยอมรับว่าอาจขาดความสง่างาม ฐานที่กฎหมายการเงินที่สำคัญที่สุดของประเทศอย่างร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กลับไม่ได้ผ่านการพิจารณาเป็นรายมาตราของสภาโดยสมบูรณ์

เช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาท โดยสภาได้วางคิวอย่างไม่เป็นทางการว่าจะสามารถพิจารณาในวาระที่ 2 ได้ประมาณต้นเดือน ก.ย. หลังจากวุฒิสภาลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ

กฎหมายกู้เงินจำนวนมหาศาลนี้เป็นอีกวาระที่รัฐบาลมีธงอย่างเด่นชัดว่า “เดินหน้าไม่มีถอย” ตรงข้ามกับฝ่ายค้านที่มีเป้าหมายว่า “ยื้อให้ถึงที่สุด”

ธงและเป้าหมายที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงของทั้งสองฝ่าย กลายเป็นเกมวัดใจฝ่ายรัฐบาลว่าจะมีเพดานอดทนกับเกมของฝ่ายค้านได้ถึงระดับไหน

รัฐบาลวาดฝันกับกฎหมายฉบับนี้ไว้ค่อนข้างสูง โดยเตรียมใช้เป็นฐานสำคัญเพื่อสร้างพลังทางการเมือง แต่หากต้องมาเจอกับเกมตามตื้อไม่เลิกของฝ่ายค้านย่อมเป็นปัจจัยให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เสียงข้างมากหักดิบและลงมติทันทีเช่นกัน เหมือนกับที่เคยทำมาแล้วกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

แน่นอนว่าเสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทยอาจช่วยจบปัญหาในสภาได้ แต่จะเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความร้าวฉานให้กับนอกสภาแทน และที่สำคัญภาพของการทะเลาะเบาะแว้ง อาทิ เสียงโห่ คำหยาบคาย การเสียดสี การเอาแต่ได้ ย่อมทำให้นักการเมืองเป็นผู้ร้ายในสายตาประชาชนสืบไป

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI