posttoday
ล้างงบค้างท่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ล้างงบค้างท่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

21 สิงหาคม 2556

นับจากวันนี้เหลือไม่ถึง 2 เดือน ก็จะสิ้นปีงบประมาณ 2556 แต่สำนักงบประมาณรายงานตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณ 2556

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

นับจากวันนี้เหลือไม่ถึง 2 เดือน ก็จะสิ้นปีงบประมาณ 2556 แต่สำนักงบประมาณรายงานตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณ 2556 จนถึงวันที่ 2 ส.ค. 2556 ไปแล้วจำนวน 1.83 ล้านล้านบาท

สำนักงบประมาณ คาดว่า จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 30 ก.ย. 2556 จะยังเหลืองบประมาณที่เบิกจ่ายไม่ได้ถึง 1.7 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุนสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งงบลงทุนนี้ได้มีการขยายระยะเวลาการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันมาแล้วให้ได้ก่อนวันที่ 30 ส.ค. 2556 แต่ก็ทำไม่ได้ทำให้ต้องขยายเวลาเป็น 30 ก.ย. 2556 เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังที่ชะลอตัวรุนแรง

งบลงทุนดังกล่าวมีการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันไปแล้ว 3.8 หมื่นล้านบาท ส่วนที่ยังไม่ได้มีการก่อหนี้ผูกพัน 8.52 หมื่นล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ทุกส่วนราชการทบทวนการลงทุนและนำเงินไปลงทุนในโครงการที่มีความพร้อมที่ดำเนินการได้ทันที และเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้ทุกหน่วยงานเร่งทำสัญญาโครงการลงทุนให้เสร็จในวันที่ 30 ก.ย. 2556 และเบิกจ่ายงบให้หมดใน 3 เดือน

ว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว มาตรการเร่งเบิกจ่ายถือเป็นมาตรการที่สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่มีการชะลอตัวและเครื่องยนต์ขับเคลื่อนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การบริโภค และการลงทุนทำงานได้ไม่เต็มที่

อย่างไรก็ตาม การมาเร่งเบิกจ่ายงบค้างท่อในช่วงเวลาที่เหลือไม่ถึง 2 เดือน จะทำให้การใช้เม็ดเงินมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ที่สำคัญไม่ให้กลายเป็นช่องทุจริตของนักการเมืองและนายทุนใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าทำไมในช่วงกว่า 10 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เร่งมาตรการเบิกจ่ายให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ซึ่งน่าจะทำให้งบค้างท่อมีเงินน้อยกว่าจำนวนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจำนวนมาก

สาเหตุสำคัญนั้น รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ว่าสัญญาณเศรษฐกิจไม่ดีไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมานานกว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2555 แม้ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีถึง 6.5% ต่อปี แต่ภาคการส่งออกของไทยขยายตัวได้เพียง 4% จากเป้าที่ตั้งไว้ 15% เท่านั้น

แต่ที่เศรษฐกิจโตอยู่ได้ เพราะมาตรการการคลังกระตุ้นการใช้จ่าย จากโครงการรถคันแรกและโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลใช้เงินไปกว่า 6.5 แสนล้านบาท

พอมาถึงปี 2556 เริ่มตั้งแต่ไตรมาสแรก เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างชัดเจน จากการส่งออกที่ยังทรุดหนักจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขณะที่การบริโภคสะดุดหยุดขยายตัวกะทันหัน เพราะหมดแรงกระตุ้นจากนโยบายรัฐ ส่วนด้านการลงทุนก็ไม่โต เพราะหลายฝ่ายยังไม่แน่ใจภาวะเศรษฐกิจทั้งภายนอกและภายในประเทศ รวมถึงปัญหาการเมืองที่ไม่แน่นอนของไทย

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาแถลงว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัวได้แค่ 2.8% จากที่ไตรมาส 1 ขยายตัวได้ 5.4%ทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้ สศช. ต้องปรับลดประมาณการทั้งปี จาก4.2-5.2% ต่อปี เหลือ 3.8-4.3%

จะเห็นได้ว่า สัญญาณเศรษฐกิจดิ่งลงมีมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หรือเมื่อ 10 เดือนที่แล้ว แต่รัฐบาลก็กลับไม่เอาจริงเอาจังในการเบิกจ่าย แต่กลับปล่อยเวลาให้งวดเหลือไม่ถึง 2 เดือน ถึงตื่นตัวเดินหน้าเร่งรัดเบิกจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

การที่รัฐบาลไม่เร่งดำเนินการก่อนหน้านี้ทำให้ถูกมองว่าจงใจให้งบค้างท่อเพื่อมาเร่งเบิกจ่ายในโค้งสุดท้ายยังที่เหลืออยู่

เพราะการที่เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนแบบจานร้อน ทำให้ได้รับการผ่อนผันหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงการได้ ทำให้ฝ่ายการเมืองโยกงบไปให้กับพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของตัวเอง หรือให้กับกลุ่มทุนที่ใกล้ชิด ทำให้การใช้งบลงทุนเป็นเบี้ยหัวแตกเข้ากระเป๋านายทุนนักการเมือง ไม่ถึงระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนกว่า 8 หมื่นล้านบาท ในช่วงเวลาอีก 2 เดือนที่เหลือ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการจัดซื้อจัดจ้างแบบปกติได้ทัน เป็นข้ออ้างให้ข้าราชการและนักการเมืองให้มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ เปิดช่องให้มีการล็อกสเปกให้พวกพ้อง ไม่โปร่งใส ตรวจสอบได้ยาก

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนล้างท่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่หวังไม่ได้ เป็นเพียงมาตรการสร้างภาพลักษณ์รัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจให้ดูดีเท่านั้น แต่ผลที่ออกมาแท้จริงเป็นเรื่องที่ตรงข้าม

เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลออกมาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ โดยเน้นมาตรการทั้ง 4 ด้าน การบริโภคเอกชน การลงทุน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐโดยการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมาระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพิ่ม 1%

ขณะที่ สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาระบุว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้หากขยายตัวได้ 4% แต่เมื่อรวมผลของมาตรการก็จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตได้ 5%

แต่เริ่มต้นได้ไม่นาน สศช.ก็ฉีกหน้ารัฐบาลประมาณการเศรษฐกิจปีนี้จะโตได้ 3.8-4.3% เท่านั้น ซึ่งการประมาณการขั้นต่ำเป็นไปตามที่หลายสำนักวิจัยภาคเอกชนประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 4% ขณะที่การประมาณการขั้นสูงก็ยังต่ำกว่าที่รัฐบาล หรือ สศค.ตั้งเป้าไว้

จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาไม่ได้มีผลทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นตามที่รัฐบาลพยายามตีฆ้องร้องป่าวไว้ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการบริโภค การลงทุน และการส่งออก ล้วนแต่เป็นมาตรการบนกระดาษ เป็นแค่มาตรการประชาสัมพันธ์การทำงานของรัฐบาลเท่านั้น

ส่วนมาตรการการเร่งใช้จ่ายภาครัฐที่จะเป็นพระเอกในการขยายตัวเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ก็กำลังถูกใช้ผิดที่ผิดทาง มีการโยกย้ายงบประมาณให้พวกพ้องจนกลายเป็นโครงการเบี้ยหัวแตก และมีการเปิดช่องประมูลวิธีพิเศษ ทำให้เสี่ยงเงินรั่วไหลกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่

ทั้งหมดส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแต่ดำดิ่งลงมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นผลงานชิ้นโบดำของรัฐบาล

จน กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า การที่เศรษฐกิจไทยถดถอยเป็นเรื่องแปลก เพราะยังไม่มีวิกฤตอะไรรุนแรงมากระชากเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้การถอนเงินลงทุนก็ยังไม่มีให้เห็น

ดังนั้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจึงมาจาการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล ทั้งโครงการประชานิยมที่เงินไปไม่ถึงชาวบ้าน สร้างหนี้ครัวเรือน และเป็นภาระงบประมาณกับประเทศ

ขณะที่นโยบายการคลังก็พลาด ลดงบลงทุนในงบประมาณมา 2 ปีติด เพื่อลดขาดดุลน้อยลง แต่หลบไปกู้นอกระบบ ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังเดินหน้าไม่ได้

อดีต รมว.คลัง ระบุว่า ถึงวันนี้รัฐบาลไม่มีทางเลือกการกระตุ้น นอกจากปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจซึ่งหนึ่งในการปรับโครงสร้างต้องลดการกินหัวคิวและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณโดยภาครัฐ

ความเห็นดังกล่าวเป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ เพราะหากรัฐบาลยังดื้อทำแบบเดิม เศรษฐกิจไทยมีแต่ดำดิ่งลงเหว จากเริ่มถดถอยก็จะกลายเป็นวิกฤตในที่สุด

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI