posttoday
ต้อนรับสุดอบอุ่น!คนไทยหนีภัยอียิปต์ถึงบ้าน

ต้อนรับสุดอบอุ่น!คนไทยหนีภัยอียิปต์ถึงบ้าน

19 สิงหาคม 2556

เครื่องบินรับคนไทยอพยพกลับจากอียิปต์ทยอยเดินทางถึงถึงสนามบินดอนเมืองแล้ว ญาติรอรับสุดอบอุ่น

โดย...ทีมข่าวในประเทศ

เวลาบ่าย ณ อาคาร 1 ชั้น G ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษเนื่องด้วยชาวไทยมุสลิมนับร้อยกว่าคนทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ แต่งกายสวยงาม ผู้หญิงสวมฮิญาบหลากหลายสีสัน บ้างมาเป็นครอบครัว 3-5 คน บ้างมาคนเดียวนั่งเงียบๆ ทั้งหมดกำลังนั่งรอเที่ยวบิน TG8477 อย่างใจจดใจจ่อ

เที่ยวบินดังกล่าว บรรทุกลูกหลานมุสลิมไทย 354 คน บินจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีกำหนดการลงจอดเวลา 14.05 น. ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนศาสนาที่ไปเรียนระดับมหาวิทยาลัยในประเทศอียิปต์ และต้องอพยพออกมาเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองจนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน

เวลาผ่านมาเรื่อยๆจนถึงเวลา 14.08 น. จอมอนิเตอร์ของสนามบินก็แจ้งว่า TG8477 ลงจอดเรียบร้อยแล้ว หลายคนเริ่มกระสับกระส่าย ลุกขึ้นเดินไปชะเง้อมองประตูผู้โดยสารขาเข้าเป็นระยะๆ แต่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีใครก้าวออกมาจากประตูแต่อย่างใด

สมัย นิยม นั่งมองนาฬิกาอยู่คนเดียวเงียบๆวันนี้เธอคลุมฮิญาบสีชมพูสวยงามรอรับการกลับบ้านของ บุษรา นิยมลูกสาวที่ไปเรียนในอียิปต์และต้องอพยพหนีความรุนแรงกลับเมืองไทย ด้วยความที่เป็นชาว จ.ปทุมธานี จึงไม่ลำบากในการเดินทางมาสนามบินมากนัก เธอออกจากบ้านเวลาเที่ยงนิดๆและมาถึงสนามบินตอน 13.30 น.

“ลูกเรียนปี 4 สอบรอบสุดท้ายเสร็จแล้ว ถ้าสอบผ่านก็รอรับปริญญาเลย แต่ก็มาเกิดเหตุรุนแรงเสียก่อนเลยไม่รู้ว่าจะกลับไปรับปริญญาได้เมื่อไหร่”สมัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการติดต่อครั้งล่าสุด ลูกสาวปลอดภัยดี เพียงแต่ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในที่พักเนื่องจากเส้นทางไปมหาวิทยาลัยต้องผ่านจุดที่มีการประทะกัน อาจารย์จึงไม่ให้ออกไปไหน

“นี่ยังไม่รู้เลยว่าลูกมาเที่ยวบินไหน แต่เขาก็ลงชื่อกลับประเทศไทยเป็นลำดับต้นๆ ก็หวังว่าจะมากับเครื่องบินลำนี้ด้วย”สมัย กล่าวทิ้งท้าย

อีกมุมหนึ่ง ลำละ ดวงแก้ว ก็เป็นอีกคนที่มารอรับลูกกลับบ้านเช่นกัน เธอเป็นชาวอ.วิหารแดง จ.สระบุรี ออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่ 11.00 น. พร้อมลูกสาวและญาติอีก 2-3 คน กว่าจะมาถึงสนามบินก็บ่ายโมงนิดๆ

ลูกชายของเธอคือ สมศักดิ์ ดวงแก้ว กำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 1 เพิ่งเดินทางไปอียิปต์ปีนี้แล้วก็เจอเหตุการณ์ความไม่สงบพอดี

“เขาก็ติดต่อมา บอกว่าปลอดภัยดี เก็บตัวอยู่แต่ในที่พัก ไม่ออกนอกบ้าน ร้านอาหาร ร้านขายของก็ปิดหมด ดีที่มีเสบียงเก็บไว้ ก็ทำอาหารกินกันในบ้านเอา”ลำละ เล่าถึงการติดต่อล่าสุดกับลูกชายให้ฟัง

เธอบอกว่า หลังจากเจอลูกชายแล้วก็คงต้องคุยกันอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อ ถ้าเหตุการณ์สงบลงแล้วจะกลับไปเรียนที่เดิมหรือจะย้ายไปที่อื่นแทน หรือจะกลับมาเรียนในไทยตามที่กระทรวงศึกษาเปิดช่องให้เทียบโอนหน่วยกิตได้

“ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการเรียน เราไปเรียนที่โน่นจะดีกว่าเพราะมหาวิทยาลัยเขาเข้มแข็งกว่าบ้านเรา แล้วไปอยู่โน่นก็ได้ภาษาด้วย”ลำละ กล่าวทิ้งท้าย

... เข็มนาฬิกาผ่านไปทุกนาที จน 14.30 น. ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครเดินออกจากประตูผู้โดยสาร บรรดาญาติที่เฝ้ารอเริ่มนั่งไม่ติด บ้างไปยืนออตรงประตูทางออก คนเริ่มหนาตามาขึ้นเรื่อยๆ จน 15.00 น.ก็ยังไม่มีใครเดินออกมา

ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ประตูก็เปิดออกและมีคนเข็นรถสัมภาระเรียงแถวเดินออกมา บรรยากาศกลายเป็นความโกลาหล ทั้งญาติและสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวต่างกรูกันเข้าไปเบียดเสียดตรงประตูทางออกจนเจ้าหน้าที่ต้องขอความร่วมมือเปิดช่องทางเดิน

ใครที่ได้พบลูกตัวเองก็โผเข้ากอดกันด้วยความปิติยินดี คนที่เป็นลูกชายผู้ชายก็กอดพ่อแม่แน่นๆสักครั้ง มีน้ำตาซึมแต่ยังเก็บอาการได้ดี ส่วนลูกสาวก็โผเข้าหาครอบครัวทั้งน้ำตา ส่วนใครที่ยังไม่เจอลูกตัวเองก็ยังยืนเบียดเสียดชะเง้อมองหากันต่อไป

ศรัณญา ชมเผ่า หนึ่งในนักเรียนไทยชุดแรกที่กลับมาถึง ยิ้มแย้มดีใจที่ได้เจอครอบครัวอีกครั้ง เธอเป็นนักเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยไคโร ไปเรียนที่อียิปต์ได้ 6 ปีแล้ว

“วันที่ 14 ส.ค. กำลังเปิดเทอมพอดี ทางมหาวิทยาลัยก็แจ้งว่างดเรียนเพราะกำลังจะมีการสลายการชุมนุม หลังจากนั้นก็เก็บตัวอยู่แต่ในที่พัก ก็ปลอดภัยดีเพราะย่านที่อาศัยอยู่ไม่มีเหตุการณ์อะไร ออกนอกบ้านไกลๆไม่ได้ทางสถานทูตไม่ให้ออกไปไหน แต่ก็ยังเห็นข่าวความรุนแรง เห็นเฮลิคอปเตอร์บินไปมา”ศรัณญา เล่าความเป็นอยู่ให้ฟัง

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทยเพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงมากกว่านี้ เกรงว่าจะมีการตัดน้ำตัดไฟ ตัดโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตจนทำให้ความเป็นอยู่ลำบาก

“ถ้าเหตุการณ์สงบแล้วก็ยังอยากกลับไปอีก”ศรัณญา กล่าวสั้นๆก่อนเดินออกไปพร้อมครอบครัว

ด้าน ฮัสซัน หนุ่มนักเรียนมหาวิทยาลัยไคโรอีกคน เล่าว่า ไม่ได้เข้าไปสังเกตการณ์การประท้วง อยู่แต่ในที่พักติดตามข่าวสารผ่านโทรทัศน์และเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เห็นคนตายผ่านจอทีวีจำนวนมาก

“ถ้ามองจากที่สูงๆก็จะเห็นควันไฟเป็นจุดๆ แต่ผมไม่ได้ออกไปไหนเลย จะออกนอกบ้านสัก 300 เมตรยังต้องคิดหนัก เลยกลับมาดีกว่า รู้สึกปลอดภัยกว่า”ฮัสซัน กล่าว

เช่นเดียวกับ อนุชา ภู่บังเกิดผล นักเรียนศาสนาชั้นปี 4 ที่ตัดสินใจกลับมาเมืองไทยเพราะเกรงว่าเหตุการณ์จะรุนแรงกว่านี้

“เค้าจะมีคติว่าเลือดต้องล้างด้วยเลือด ถ้ามีคนตายก็ต้องเอาคืน แก้แค้นกันไปมา อยู่ต่อก็กลัวเหตุการณ์มันจะรุนแรงกว่านี้ อีกอย่างก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย เคอร์ฟิวตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า”อนุชา ระบุ

ขณะที่ มาเรียน ปุ่นสกุล นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสฮัร เธอสอบเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างรอผลสอบ หากผ่านทุกวิชาก็เหลือแต่ขั้นตอนการรับปริญญา สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับไทยเพราะไม่อยากให้แม่เป็นห่วง

เธอบอกว่าส่วนใหญ่เด็กนักเรียนไทยจะไม่ค่อยมีอะไร จะเก็บตัวอยู่ในที่พัก พอสักบ่าย 2 ถนนก็เริ่มว่างเปล่าไร้วี่แววผู้คนแล้ว

“ข่าวสารก็ยังรับได้ตามปกตินะ ไม่มีการเซ็นเซอร์ เหมือนเขาต้องการให้ประชาชนเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นมากกว่า ส่วนขั้นตอนการออกจากอียิปต์ก็จะมีสมาคมนักเรียนไทยเป็นตัวประสาน ตอนออกมาก็ต้องนั่งแท็กซี่มาที่จุดรวมตัว แล้วนั่งเครื่องบินออกจากอียิปต์ไปดูไบแล้วบินมาเมืองไทยอีกทีหนึ่ง ส่วนเพื่อนที่ยังอยู่ในอียิปต์ก็มีอีกจำนวนหนึ่ง แล้วก็มีทีมงานของสมาคมนักเรียนไทยที่จะคอยดูแลคนไทยก่อนจะออกมาเป็นชุดสุดท้าย”มาเรียน กล่าว

ด้าน ธนากร มังประเสริฐ นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสฮัรอีกคนหนึ่ง เล่าถึงการตัดสินใจว่าแม้สถานการณ์ที่นั่นจะตึงเครียดและต้องระวังตัวเป็นพิเศษ แต่ก็ยัง 50:50 ว่าจะกลับดีหรือไม่กลับดี เหตุผลเพราะค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ต้องรบกวนผู้ปกครอง สุดท้ายทราบจากแฟนเพจเฟสบุ๊กของสมาคมนักเรียนไทยว่ารัฐบาลจัดเครื่องบินสำหรับอพยพ จึงคุยกับทางบ้านแล้วตัดสินใจกลับดีกว่า

“หลังจากนี้ก็คงดูสถานการณ์ สงบเมื่อไหร่ก็กลับไปเรียนต่อ”ธนากร กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ นอกจากนักศึกษาชุดแรกที่เดินทางมาถึงตอน 14.05 น. แล้ว ยังมีอีกกลุ่มที่เดินทางโดยเครื่องบินเช่าเหมาลำ 2 ลำ จำนวน 260 คน โดยบินออกจากดูไบแล้วแวะเติมน้ำมันที่อินเดียในเวลา 16.00 น. และพักเครื่องเป็นเวลาสองชั่วโมง จากนั้นจะนำเครื่องขึ้นได้ในเวลา 18.00 น. แล้วมาถึงประเทศไทยเวลา 22.00 น. ที่สนามบินนานาชาติดอนเมือง วันที่ 19 ส.ค. นี้เช่นกัน

ทอ.เผยซี-130บรรลุภารกิจแม้ไม่มีผู้โดยสาร

ด้าน พล.อ.ต.มณฑล สัชฌุกร โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่า ขณะนี้เครื่องบินลำเลียงแบบซี-130 ของกองทัพอากาศไทยได้ทำการบินจากสนามบินดูไบกลับสู่ประเทศไทยแล้ว เมื่อเวลา 13.30 น. และจะถึงประเทศไทยวันที่ 20 ส.ค. เวลา 02.00 น. แต่ทั้งนี้ไม่มีผู้โดยสารเดินทางกลับมาด้วย เนื่องจากเมื่อไปถึงสนามบินดูไบพบว่า ผู้โดยสารต้องการเดินทางกลับประเทศไทยนั้นมีจำนวนลดลงจากเดิมประมาณ 100 คน ซึ่งเหลือประมาณ 500 คน ทางกระทรวงการต่างประเทศจึงตัดสินใจให้ผู้โดยสารทั้งหมดเดินทางกลับประเทศไทยโดยใช้เครื่องบินพาณิชย์ เนื่องจากสะดวกและใช้เวลาการเดินทางรวดเร็วกว่าเครื่องบินลำเลียงแบบซี-130

“เครื่องบินของกองทัพอากาศได้จอดรออยู่ที่สนามบินดูไบจนมั่นใจว่าไม่มีผู้โดยสารที่จะต้องการเดินทางกลับประเทศไทยเพิ่มเติม และทางกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานให้เครื่องบินของกองทัพอากาศไทยเดินทางกลับประเทศไทยได้ เพราะถึงเวลาอันสมควร อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศถือว่าปฏิบัติภารกิจได้บรรลุตามแผน เพราะถึงที่หมายตามที่วางไว้และรออยู่จนแน่ใจว่าไม่มีผู้โดยสารเพิ่มเติมจึงเดินทางกลับประเทศไทย” โฆษกกองทัพอากาศ กล่าว

ต้อนรับสุดอบอุ่น!คนไทยหนีภัยอียิปต์ถึงบ้าน

 

ต้อนรับสุดอบอุ่น!คนไทยหนีภัยอียิปต์ถึงบ้าน

 

ต้อนรับสุดอบอุ่น!คนไทยหนีภัยอียิปต์ถึงบ้าน

 

ต้อนรับสุดอบอุ่น!คนไทยหนีภัยอียิปต์ถึงบ้าน

 

ต้อนรับสุดอบอุ่น!คนไทยหนีภัยอียิปต์ถึงบ้าน

 

ต้อนรับสุดอบอุ่น!คนไทยหนีภัยอียิปต์ถึงบ้าน

 

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้