
"ไม่คิดแก้มือ"แต่ขอแก้ไข
เรามาเพราะครม.ขอให้เรามา เป็นผลประโยชน์ของชาติทั้งนั้น ไม่ใช่ผลประโยชน์ของพล.อ.สนธิ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
“บิ๊กบัง” หรือ “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ชื่อนี้เป็นที่จดจำของสังคมในหลายอารมณ์และหลากรูปแบบด้วยกัน อันอาจเรียกได้ว่า “บ้างก็รัก บ้างก็ชัง”
มีคนจำนวนไม่น้อยที่แอบชมชอบอดีตนายทหารผู้นี้ในบทบาทการเป็นผู้ล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 แต่ระหว่างปี 2554-2555 ก็มีคนอีกจำนวนพอสมควรที่ไม่ชอบใจ พล.อ.สนธิ เมื่อครั้งสวมบทเป็นประธานคณะกรรมาธิการปรองดองและผู้เสนอกฎหมายปรองดองที่มีเนื้อหาล้มคดีการตรวจสอบนิรโทษกรรมคดีทุจริตในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
เพราะฉะนั้น พอมาในปี 2556 พล.อ.สนธิ ได้กลับมามีบทบาทอีกครั้งทั้งในฐานะ “สภาปฏิรูปการเมือง” และ“ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ทำให้มีความน่าสนใจว่าการสวมหมวกทั้งสองใบของ พล.อ.สนธิ มีนัยสำคัญอย่างไร และอดีตนายทหารท่านนี้กำลังคิดอะไรอยู่
พล.อ.สนธิ กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์”ถึงสาเหตุที่เข้ามาอยู่ในสภาปฏิรูปการเมืองอันเป็นแนวคิดของ“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ว่า “ท่านวราเทพ รัตนากร โทรมาชวน ผมก็ถามไปว่าเป็นอย่างไร ท่านก็อธิบายให้ผมฟัง พอฟังก็โอเค คิดว่าดี เพราะเห็นว่าประเทศเราไม่สามารถปฏิรูปได้เพราะยังมีอุปสรรคหลายประการ ดังนั้น ถ้าเรามาคุยกันตรงนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เป็นผลประโยชน์ของชาติทั้งนั้น ไม่ใช่ผลประโยชน์ของ พล.อ.สนธิ
...ปัญหาของประเทศ ณ วันนี้ มันเยอะ ทั้งการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศทั้งหมด ดังนั้น สภาปฏิรูปก็จะมองว่ามูลเหตุของการทำให้เกิดเงื่อนไขและปัญหามีอะไรบ้าง มันถึงเวลาที่เราต้องมาค้นหาว่ามันมีความผิดพลาดที่ตรงไหน หรือต้องมีอะไรบ้างที่ต้องแก้ไขและปฏิรูป”
คิดอย่างไรถ้าสภาปฏิรูปสรุปว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการรัฐประหาร 2549? พล.อ.สนธิ ในฐานะนำทหารออกมารัฐประหาร ตอบทันทีว่า “เรื่องการปฏิวัติเป็นเรื่องหนึ่ง เขาจะพูดว่าที่ผ่านมามันมีการปฏิวัติ อะไรคือมูลเหตุของการปฏิวัติ สภาปฏิรูปต้องไปหยิบปัญหานี้ขึ้นมาว่าทำอย่างไรเพื่อไม่ให้มีการปฏิวัติ
...ทหารปฏิวัติเพราะอะไร เพราะการเมืองมีปัญหา มีการคอร์รัปชั่น มีการแบ่งพวกแบ่งพ้อง นั่นคือปัญหา เพราะฉะนั้นสภาปฏิรูปจะต้องไปมองต่อว่านั่นแสดงว่าการปฏิวัติมันมีปัญหาเพราะการเมือง เขาจะต้องไปมองอย่างนั้น ไม่ใช่เขาไปหยิบประเด็นปฏิวัติแล้วมาตีกัน แบบนี้ปัญหามันก็ไม่จบสิ ดังนั้น ทุกอย่างมันมีเหตุมีผล แต่ทุกเหตุทุกผลนำมาเป็นบทเรียนเพื่อมาสร้างรูปแบบในการปฏิรูปร่วมกัน อดีตคือบทเรียนที่จะเอามาคุยกัน ไม่ใช่มาหาใครผิดใครถูก แต่เราจะมาหามันผิดเพราะอะไร มันเพราะอะไรถึงผิด”
ขณะที่ พล.อ.สนธิ ระบุว่าส่วนตัวมีข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของประเทศอยู่ในใจอยู่แล้ว และเตรียมเสนอให้สภาปฏิรูปการเมืองพิจารณา
“ต้องมีมาสเตอร์แพลน (แผนทำงานหลัก) ออกมาเพื่อให้รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารประเทศก็ต้องหยิบรูปแบบนี้ขึ้นมาเป็นนโยบาย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีแผนลักษณะนี้ ทำให้การบริหารประเทศของเราในแต่ละรัฐบาลไม่ต่อเนื่องกัน เพราะว่ารัฐบาลมีนโยบายอะไรออกมาฝ่ายค้านก็ไม่เห็นด้วย พอฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ไม่เอาของรัฐบาลเดิม จนการบริหารประเทศไม่ต่อเนื่อง...
...ต่อมาต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งและทำให้เป็นประชาธิปไตย ปัญหาการเมือง การปกครอง เราเป็นประชาธิปไตยแล้วหรือยัง มีอะไรที่เป็นแล้ว อะไรที่ยังไม่เป็น อันที่ไม่เป็นจะทำอย่างไร เศรษฐกิจทุกวันนี้เป็นประชาธิปไตยแล้วหรือยัง แล้วมีอุปสรรคอะไรบ้าง ทุกอย่างต้องศึกษาทั้งหมด เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศและนำไปทำมาสเตอร์แพลนของประเทศ”
พล.อ.สนธิ เสนอว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้การทำงานของสภาปฏิรูปการเมืองเดินหน้าไปได้อยู่ที่การทำให้สภาปฏิรูปการเมืองครั้งนี้เป็นสภาของประชาชนอย่างแท้จริง แม้จะมีตัวแทนจากฝ่ายการเมืองเข้ามาอยู่ในสภาปฏิรูปก็ตาม ถ้าทำได้แบบนี้เชื่อว่าสภาปฏิรูปจะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายและช่วยให้การทำงานเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น
“ถามว่าจะไปรอดหรือไม่รอดมันก็ต้องอยู่ที่รัฐบาลจะช่วยขับเคลื่อนแค่ไหนผลผลิตที่ออกมาแล้วรัฐบาลจะรับเอาไปพิจารณาแก้ไขหรือไม่อย่างไร แต่เชื่อว่ารัฐบาลต้องเอาอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของรัฐบาลที่เป็นผู้ริเริ่ม แต่ภาคประชาชนต้องเข้ามามีบทบาทสูงและกดดันให้รัฐบาลทุกรัฐบาลทำตามข้อเสนอสภาปฏิรูป...
...ปัญหาบ้านเราต้องคิดแบบบ้านเรา เราจะไปคิดแบบอเมริกา ยุโรป หรือประเทศใดๆ ไม่ได้ แต่ต้องคิดแบบบ้านเรา เราต้องหยิบวัฒนธรรมไทยมาเป็นตัวตั้งหนึ่ง ประชาธิปไตยของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน สิงคโปร์ก็เป็นประชาธิปไตยแบบสิงคโปร์ เมืองจีนก็บอกว่าประเทศจีนก็เป็นประชาธิปไตยแบบจีน ดังนั้น เราก็ต้องเป็นประชาธิปไตย|แบบเรา”
จากบทสนทนาในฐานะสภาปฏิรูปการเมืองมาถึงการพูดคุยกับ พล.อ.สนธิในบทบาท “ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม”ก็พบว่ามีความน่าสนใจเช่นกัน เพราะ พล.อ.สนธิ เข้ามามีตำแหน่งในคณะกรรมาธิการได้ในฐานะโควต้าของคณะรัฐมนตรี จึงนำมาสู่ความสงสัยว่า พล.อ.สนธิ กำลังคิดจะทำอะไรบางอย่างเหมือนกับสมัยเป็นประธานคณะกรรมาธิการปรองดองหรือไม่
พล.อ.สนธิ เล่าสาเหตุที่เข้ามาในคณะกรรมาธิการว่า “คณะรัฐมนตรีไม่ได้ติดต่อให้มาเป็น แต่เพราะคนในกลุ่มของอดีตคณะกรรมาธิการปรองดองหลายคนได้มาชวนให้มาร่วมในคณะกรรมาธิการนิรโทษกรรมด้วยกัน เขาก็บอกว่าเราคิดเหมือนกันก็ขอให้พี่มาช่วยหน่อย ความจริงเขาจะเอามาในโควต้าของพรรคการเมืองเล็ก แต่ยอด สส.ไม่ถึง คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลเลยไปจัดสรรในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีแทน...
พรรคเพื่อไทยมีอะไรกับเราอยู่ในใจก็ได้หรือเปล่า แต่ยังไม่มีใครรู้ แต่ต้องชมเขาว่าพรรคเพื่อไทยกล้าเอาผมเข้าไปข้างใน ต้องยอมรับว่านี่คือความเป็นลูกผู้ชาย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี ทั้งที่อาจมีหลายคนยังโกรธผมอยู่ในใจก็ได้ใครจะไปรู้”
ท่านกลับมาในคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะต้องการแก้มือหลังจากล้มเหลวจากการสร้างความปรองดอง? พล.อ.สนธิ หัวเราะก่อนตอบว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่เกี่ยวกันเลย เรามาเพราะคณะรัฐมนตรีขอให้เรามา เป็นผลประโยชน์ของชาติทั้งนั้น ไม่ใช่ผลประโยชน์ของ พล.อ.สนธิ แต่มาทำงานเพื่อช่วยให้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนทุกฝ่ายเท่านั้น...
มันก็คล้ายๆ กับตอนที่เราทำปรองดอง เพราะเรานิรโทษกรรมเฉพาะคดีทางการเมืองเหมือนกัน เพราะคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีทางการเมืองมันเยอะมากนะ เยอะมากมาย ตั้งแต่ปี 2549 ถูกจับคดีการเมืองเยอะแยะ โดนจับไม่พอ ติดคุกไม่พอ ยังมีประวัติเสียอีก ดังนั้น ถ้าเผื่อว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกมาความผิดทั้งหมดที่มีอยู่ก็จะหายไป ถือว่าทำให้เขากลับมาเป็นคนไทยได้สมบูรณ์แบบ
เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเวลาคนเราไปสมัครงาน อย่างน้องไปสมัครงานถ้าประวัติมีคดีก็คงจะไม่มีใครรับทำงาน อะไรที่มีอยู่ก็ลบมันทิ้งไปซะ หมายถึงการทำให้เขาได้เป็นคนไทยได้สมบูรณ์แบบ การให้อย่างนี้ไม่เห็นเสียหายอะไรเลย และเวลานี้ความขัดแย้งสูง เมื่อความขัดแย้งสูงก็ต้องหาทางออก”
สอดไส้ล้ม ‘คตส.’เป็นไปไม่ได้
ปมสำคัญที่ส่งผลให้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน เกิดความขัดแย้ง คือ การช่วยปลดล๊อคคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยอาศัยการตีความว่าการตรวจสอบพ.ต.ท.ทักษิณ ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)นั้นมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง
ในฐานะเป็นคนที่ลงนามแต่งตั้งคตส.เมื่อปี 2549ตามคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 ก่อนที่ปัจจุบันมานั่งในตำแหน่งที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม 'พล.อ.สนธิ' ย้ำหนักแน่นว่าในชั้นคณะกรรมาธิการคงไม่สามารถไปยุ่งในคดีที่คตส.ดำเนินการไปแล้วได้ เพราะศาลจะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ชี้ขาดว่า คดีไหนเป็นคดีการเมืองที่จะได้รับการนิรโทษกรรม
"คดีที่ตัดสินแล้วจะรู้เองว่าเป็นคดีอะไร เพราะฉะนั้น การที่จะหยิบคดีขึ้นมาแล้วมาบอกว่าเป็นคดีอาญาหรือคดีการเมือง ไม่ได้อยู่ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ มันอยู่ที่ศาลตัดสิน บางอย่างเราจะไม่ยุ่งกับเขาไม่ได้หรอกมันเป็นไปไม่ได้ คดีที่เป็นคดีการเมืองเราต้องนิรโทษกรรมให้หมดแต่อะไรที่เป็นคดีอาญาจะทำไม่ได้"
ตอนแต่งตั้งคตส.ขึ้นมานั้นไม่มีเหตุจูงใจทางการเมืองแต่ต้องการให้ตรวจสอบการทุจริตเป็นการเฉพาะ? อดีตประธานคปค.ตอบว่า "มันนานแหละจำได้ไม่หมด"
"ผมก็คงตอบไม่ได้ทั้งหมดเดี๋ยวจะตอบไปผิด เพราะตัวคตส.เองเขาไปดูแล้วว่าคดีนี้มันเป็นคดีอะไรเขารู้อยู่ แต่ในส่วนเมื่อตอนเป็นร่างพ.ร.บ.ปรองดองเราบอกว่าคดีที่คตส.ตัดสินถ้าเผื่อผู้ที่ได้รับโทษเห็นว่าไม่เป็นธรรมก็อนุโลมให้มาว่าความใหม่ได้โดยกระบวนการยุติธรรมปัจจุบัน เพราะหลายคนบอกว่าคตส.ไม่เป็นธรรม เมื่อบอกว่าไม่เป็นธรรมเราก็ต้องสร้างความเป็นธรรมให้เขา
การเป็นธรรมไม่ได้อยู่ที่คตส. แต่อยู่ที่คนในคตส. คตส.มันเป็นธรรมอยู่แล้ว ตัวองค์กรเป็นธรรมอยู่แล้ว แต่มันจะไม่เป็นธรรมก็อยู่ที่บุคลากรข้างใน ปัญหาตรงนี้มันเป็นธรรมชาติเพราะว่าบุคคลในคตส.คือบุคคล ก็หลากหลายความคิดหลากหลายความรู้สึก"
พล.อ.สนธิ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในทางปฏิบัติคงจะมีการสอดไส้เพื่อช่วยใครคนใดคนหนึ่งได้ยาก เพราะในคณะกรรมาธิการไม่ได้มีเพียงแค่คนเดียว เพราะประกอบไปด้วยฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายอื่นๆรวมกันถึง 35 คน
"พรรคฝ่ายค้านก็ตั้งสิบกว่าคน พรรคต่างๆเต็มไปหมด บุคคลภายนอกก็มี อะไรต่างๆเหล่านี้มันจะมาสอดไส้กันไม่ได้หรอก อีกอย่างเมื่อทำเสร็จแล้วจะต้องเข้ามาในสภาใหญ่และสภาใหญ่ต้องว่าทีละมาตรา ทีละไม้บรรทัด มันจะมาสอดกกันได้ไง มันทำกันไม่ได้หรอก"
ขณะเดียวกัน แม้ในชั้นคณะกรรมาธิการพล.อ.สนธิจะย้ำว่าการสอดไส้ทำได้ยากแต่ในอีกด้านก็ยอมรับว่าความระแวงของหลายฝ่ายที่มีต่อร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯฉบับนี้เป็นสิ่งที่ต้องรับฟัง ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ไขปัญหานี้อยู่ที่การทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์จากร่างกฎหมายนิรโทษกรรม
"เราต้องแสวงประโยชน์จากพ.ร.บตัวนี้ให้เกิดให้เป็นประโยชน์ของชาติให้ได้ อย่าให้พ.ร.บ.ตัวนี้มาเป็นผลประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งอันนี้สำคัญมาก ถามว่าทุกคนรักชาติบ้านเมืองมั้ยทุกคนรักหมดแต่แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน แต่เราอย่าไปคิดอะไรที่มันทำให้ทุกอย่างและบ้านเมืองเดินไม่ได้"พล.อ.สนธิ กล่าวทิ้งท้าย
"รัฐประหาร"เกิดยากถ้ากองทัพไม่ถูกล้วง
ครั้งหนึ่ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้ที่มีอดีตเป็นถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เคยให้มุมมองกับโพสต์ทูเดย์ ถึงความสัมพันธ์ที่ควรจะเป็นระหว่าง “รัฐบาล-กองทัพ” เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รัฐประหารว่า “ต่างคนต่างอย่าดึงกันเข้ามา กองทัพประเทศที่เจริญแล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ซัพพอร์ตกองทัพให้เข้มแข็งเพื่อไปทำหน้าที่ของเขาเอง แต่ถ้ารัฐบาลไม่ซัพพอร์ตกองทัพต้องดิ้น...” ก่อนจะตบท้ายว่า “การรัฐประหารจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการปกครอง แต่ไม่มีใครอยากทำหรอก” (ฉบับวันที่ 26 พ.ย. 2554)
มาในครั้งนี้ปี 2556 มีหลายผู้สันทัดกรณีเริ่มวิเคราะห์กันว่า สถานการณ์ทางการเมืองได้ปรากฏความอึมครึมเหมือนกับก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 อีกครั้งด้วยปัจจัยหลายประการ
ไม่ว่าจะเป็นความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ที่มีความหวาดระแวงว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมคดีทุจริต การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเค้าว่าจะมีการรื้อโครงสร้างขององค์กรอิสระครั้งใหญ่ และกรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรากฏถ้อยคำถึงความต้องการเข้าไปมีอิทธิพลในกองทัพ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ส่งผลให้เริ่มเกิดกระแสข่าวลืออย่างหนาหูว่า การรัฐประหารอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าผู้นำเหล่าทัพจะต่างตบเท้าออกมาปฏิเสธก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สำหรับ พล.อ.สนธิ แล้ว กลับมองในมุมกลับว่า การรัฐประหารไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะเชื่อมั่นในสมมติฐานของตัวเองแบบหนักแน่น ว่าเวลานี้รัฐบาลและกองทัพยังสามารถรักษาระยะห่างได้ในระดับที่ดีอยู่
“เท่าที่ผมดูก็เห็นว่าระยะห่างระหว่างกองทัพยังเป็นได้ด้วยดี ไม่ห่างกันเกินไป ไม่ใกล้กันเกินไป การสามารถรักษาระยะต่อได้ดี หมายถึง รัฐบาลสามารถดูแลทหาร ส่วนทหารก็สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล และต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง แบบนี้ก็จะรักษาระยะห่างเอาไว้ แต่ถ้าเผื่อรัฐบาลไม่ดูแลทหาร ทหารก็จะต้องหาทางดูแลตัวเขาเองด้วยการเข้ามาใกล้การเมืองมากขึ้น
ถ้ารัฐบาลดูแลทหาร ทหารก็จะไม่เข้ามา ต่างคนต่างไม่เข้ามา เพราะต่างคนมีสิ่งที่ตัวเองต้องการอยู่แล้ว กล่าวคือ ทหารต้องการงบประมาณ ต้องการแนวคิดนโยบาย เมื่อเขาได้รับและเวลารัฐบาลจะเอาอะไรทหารก็ให้การสนับสนุน ถ้าทำได้แบบนี้ก็จะทำให้ระยะห่างมีความพอดี ซึ่งตอนนี้ระยะต่อก็ยังดีอยู่”
ขณะที่การเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีนั้น ในฐานะอดีตผู้บัญชาการกองทัพบก มองว่าเป็นเรื่องที่ดีเพื่อจะได้สนับสนุนและปรึกษากับผู้นำเหล่าทัพได้โดยตรง ไม่ใช่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเข้ามามีอิทธิพลครอบงำกองทัพแต่อย่างใด
“ผมมองว่าการเข้ามาอย่างนี้ยิ่งดี เพราะรัฐบาลจะได้ช่วยสนับสนุนโดยตรง ความสัมพันธ์ระหว่างนายกฯ กับผู้บัญชาการเหล่าทัพจะมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น มีอะไรจะได้คุยกันตรงๆ”
แสดงว่าในเรื่องศักดิ์ศรีคิดว่ากองทัพรับได้กับการมีผู้บังคับบัญชาเป็นสุภาพสตรี? พล.อ.สนธิ ตอบว่า “ผู้นำทางการเมืองไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยแท้จริง เพียงแต่มีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายในภาพรวมภาพใหญ่เพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพให้มากขึ้น
ขณะเดียวกันกองทัพจะแสดงท่าทีปฏิเสธไม่ยอมรับเลยโดยอ้างประเพณีไม่เคยมีมาก่อนมันก็ไม่ได้ เพราะนี่คือระบอบประชาธิปไตยทุกคนต้องยอมรับ จะไม่ยอมรับเลยก็ไม่ถูก ทุกอย่างประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าอะไรเป็นอะไร”
ส่วนกรณีคลิปเสียงที่หลายฝ่ายต่างวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน จะเป็นชนวนให้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและรัฐบาลเกิดปัญหา หลังจากมีเนื้อหาบอกเป็นนัยว่าการล้างบางกองทัพจะมีขึ้นภายหลังเกษียณอายุราชการในปี 2557 พล.อ.สนธิ ให้ทัศนะแบบติดตลกสั้นๆ ว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกเรื่องพวกนี้ ใครเขาจะมาพูด ผมว่ามาจากการพูดเล่นพูดหัวกันมากกว่า ไม่มีใครพูดกันหรอก ใครจะมาเปิดหน้าไพ่ตัวเอง”
ถึงกระนั้น แม้ว่าโดยรวมแล้ว พล.อ.สนธิ จะมั่นใจอย่างหนักแน่นว่าไม่มีทางที่การรัฐประหารจะเกิดขึ้นได้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาลยังเป็นไปด้วยดี ทว่าอดีต ผบ.ทบ.คนนี้ฝากข้อความในทำนองให้คำแนะนำกึ่งตักเตือนรัฐบาลว่า ต่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่ควรยุ่งกับกองทัพ คือ การแต่งตั้งโยกย้ายกำลังพล
“การแต่งตั้งโยกย้ายกำลังพลในกองทัพ ถ้าเกิดรัฐบาลไปแทรกแซงมากๆ จะทำให้สายการบังคับบัญชามันไม่ดี เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำ กองทัพมีหน้าที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญ คือ กองทัพต้องให้ความเป็นธรรมกับกำลังพลของตัวเอง เช่น ใครที่ควรได้เป็นก็ควรให้เป็น ถ้ากองทัพไม่ให้ตรงนี้ กองทัพจะเกิดความกระเพื่อม”
ก่อนจบการสนทนา อดีตประธาน คมช.ย้ำหนักแน่นอีกครั้งถึงความเป็นไปได้ยากที่จะเกิดการรัฐประหารว่า “อย่าไปฟังเรื่องพวกนี้มากนัก ผมว่าเลอะเทอะเปล่าๆ ตราบใดที่ทหารกับรัฐบาลยังสามารถรักษาระยะห่างได้ต่อๆ ไป นายกฯ ไปไหนกับ ผบ.เหล่าทัพ ไปไหนไปด้วย โอเคทุกอย่างมันก็ราบรื่น ทุกอย่างจะเดินหน้าได้ ทหารก็พร้อมช่วยสนับสนุนรัฐบาล เช่น การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดน หรือการบรรเทาภัยพิบัติ”
“ขอให้เลิกพูดได้แล้ว ถ้ายิ่งไปพูดก็ยิ่งตอกย้ำยิ่งทำให้กระทบกระเทือนกับสังคมไทย และยิ่งจะเป็นการสร้างความหวาดระแวง|ให้เกิดขึ้น ขอให้ทุกฝ่ายเลิกพูดได้แล้ว ไม่งั้นบ้านเมืองเสียหาย เพราะเวลานี้ยังไม่เห็นมีปัจจัยอะไรที่ทำให้เห็นว่าสถานการณ์กำลังจะไม่ดี”พล.อ.สนธิ กล่าว







