posttoday

หวั่นซ้ำรอย"มินามาตะ"

15 สิงหาคม 2556

สารปรอทในน้ำจะถูกส่งจากพืชต่อไปยังปลาปลาขนาดใหญ่เรื่อยๆจนเข้าไปยังร่างกายมนุษย์ เมื่อมนุษย์กินปลาในที่สุด

โดย...ทีมข่าวในประเทศ

ในที่สุด วิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ก็ออกมายอมรับว่า อ่าวพร้าวและอ่าวทับทิม บนเกาะเสม็ด มีปริมาณสารปรอทที่สูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 29 เท่า แม้จะระบุภายหลังว่าปริมาณที่สูงระดับนี้ไม่น่ากังวล เพราะน้ำทะเลเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และระดับของสารปรอทจะลดลงเรื่อยๆ แต่นักวิชาการหลายคนก็แสดงความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารอย่างเลี่ยงไม่ได้

ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือผลกระทบระยะยาว ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยในการบริโภคอาหารทะเลที่มีการปนเปื้อนของสารปรอท เพราะจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Bioaccmumulation หรือการเพิ่มปริมาณการปนเปื้อนของสารปรอทผ่านระบบห่วงโซ่อาหาร เช่นเดียวกับกรณีศึกษาในเมืองมินามาตะ

“สารปรอทจะสะสมอยู่ในน้ำ หลังจากนั้นจะถูกดูดซึมผ่านสาหร่าย พืช หรือแพลงก์ตอน หลังจากนั้นเมื่อปลาเล็กกินต่อก็จะสะสมระดับหนึ่ง เนื่องจากเมื่อปลากินเข้าไป สารปรอทจะไม่ถูกขับออก และจะส่งต่อไปยังปลาปลาขนาดใหญ่เรื่อยๆ จนเข้าไปยังร่างกายมนุษย์ เมื่อมนุษย์กินปลาในที่สุด ซึ่งกระบวนการเหล่านี้อาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี ซึ่งจะต้องตรวจสอบอยู่เรื่อยๆ”ศิวัช ระบุ

ตัวอย่างสำคัญได้แก่ เมื่อญี่ปุ่นพบว่าต้นตอของการปล่อยสารปรอทคือโรงงานผลิตอะเซตัลดีไฮด์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เมอร์คิวรีซัลเฟตเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งขณะนั้นทางโรงงานได้เพิ่มกำลังการผลิตจาก 210 ตัน ในปี 2475 จนสูงสุดที่ 4.5 หมื่นตัน ในปี 2503 กระทั่งพบผู้เสียชีวิตกว่า 600 ราย

แม้ว่าครั้งนี้น้ำมันจะไม่ได้ถูกปล่อยอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเช่นเดียวกับการปล่อยสารปรอทคือโรงงานผลิตอะเซตัลดีไฮด์ที่อ่าวมินามาตะ แต่น่าสนใจว่าครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะห่วงโซ่อาหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ ศิวัช แนะว่า ควรวิเคราะห์การปนเปื้อนของปรอทในสัตว์น้ำทะเลทุกประเภทโดยด่วน รวมถึงควรเร่งรัดเงินฉุกเฉินให้สถาบันการศึกษามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และเร่งประเมินความเสี่ยงโดยด่วน เพื่อจัดทำมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยให้ผู้บริโภค

“หากข้อมูลที่ทางพีทีทีจีซีระบุว่าน้ำมันดิบรั่วไหล 5 หมื่นลิตรจริง รัฐบาลก็ควรขอให้มีการวิเคราะห์ความเข้มข้นของน้ำมันดิบ จากตัวอย่างน้ำมันที่รั่วไหลแล้วนำไปคูณกับปริมาตรน้ำมันดิบที่รั่วไหล ก่อนนำไปหารด้วยปริมาตรน้ำทะเลในอ่าวไทยเพื่อประมาณการความเข้มข้นของปรอทในอ่าวไทยแบบคร่าวๆ จะได้ประเมินความเสี่ยงมีความแม่นยำมากขึ้น”

นอกจากนี้ เขายังแนะนำให้กรมควบคุมมลพิษสร้างมาตรฐานเดียวกับที่ฟ้องบริษัท ไทยมารีน ซัพพลาย เจ้าของเรือบรรทุกน้ำตาลที่ล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2554 ด้วยการฟ้องพีทีทีจีซี เพื่อเรียกค่าเสียหายถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลกระทบกรณีอ่าวพร้าวสูงกว่าเรือน้ำตาลล่มมาก เพราะน้ำตาลก็คือน้ำตาล ไม่ได้มีสารประกอบอันตรายเหมือนกับน้ำมันดิบ

ขณะที่ นพ.ปรีชา เปรมปรี ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค เห็นตรงกันว่า ผลกระทบเฉพาะหน้าอาจไม่เห็นชัดเท่าผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร แต่เท่าที่ทราบ พื้นที่อ่าวพร้าวและพื้นที่อ่าวทับทิมไม่มีการทำประมง

สำหรับผลกระทบจากสารปรอทสะสมในร่างกายนั้น ได้แก่ เลือดออก ปวดท้องอย่างรุนแรง เนื่องจากปรอทกัดทางเดินอาหาร ท้องร่วงอย่างรุนแรง อุจจาระเป็นเลือด เป็นลม สลบเนื่องจากร่างกายเสียเลือดมาก ปัสสาวะไม่ออกหรือเป็นเลือด โดยถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เสียชีวิตได้

นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า คาดว่าจากนี้จะมีมาตรการห้ามจับสัตว์น้ำในบริเวณดังกล่าว แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่าสารปรอทที่ปนเปื้อนนั้นเป็นปัญหาดั้งเดิมอยู่แล้วหรือไม่ เนื่องจากที่อ่าวทับทิม ซึ่งอยู่นอกพื้นที่รั่วไหล ก็มีสารปนเปื้อนในปริมาณมากเช่นกัน

ด้าน ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า พื้นที่อ่าวพร้าวและอ่าวทับทิมไม่มีหอยและปูที่เป็นอาหารสำหรับคน ส่วนปลาก็มีไม่มาก คาดว่าตอนเกิดเหตุใหม่ๆ สัตว์เหล่านี้ว่ายน้ำหนีทัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้อย่าเพิ่งลงเล่นน้ำจนกว่าผลตรวจจะออกมาว่าปริมาณการปนเปื้อนของโลหะหนักได้ค่ามาตรฐานแล้ว

ข่าวล่าสุด

อธิบดี ปภ. สั่งเข้ม “เข้าเร็ว เข้าไว” เร่งลด Hotspot ไฟป่าภาคเหนือ