
ซากปรักหักพังเศรษฐกิจไทย
...เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
คอลัมน์มุมหนึ่งประเทศไทยในวันนี้ ผมขอเริ่มต้นด้วยการอัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานในช่วงเกิดพฤษภาทมิฬ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2535 เพื่อเตือนสติคนไทยในสถานการณ์ความไม่สงบในบ้านเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ดังนี้
“
การเผชิญหน้านั้น เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก จนกระทั่งออกมาอย่างไรก็ตาม เสียทั้งนั้น เพราะว่าทำให้มีความเสียหายในทางชีวิต เลือดเนื้อของคนจำนวนมากพอสมควร แล้วก็ความเสียหายทางวัตถุ ซึ่งเป็นของส่วนราชการ และส่วนบุคคลเป็นมูลค่ามากมาย นอกจากนี้ก็มีความเสียหายในทางจิตใจ และในทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ อย่างที่จะนับพรรณนาไม่ได้ ฉะนั้นการที่จะเป็นไปอย่างนี้ต่อไป จะเป็นเหตุผลหรือต้นตออย่างไรก็ช่าง เพราะเดี๋ยวนี้เหตุผลเปลี่ยนไป ถ้าหากว่าเผชิญหน้ากันแบบนี้ต่อไป เมืองไทยมีแต่ล่มจมลงไป แล้วก็จะทำให้ประเทศไทย ที่เราสร้างเสริมขึ้นมาอย่างดี เป็นเวลานาน จะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีความหมาย หรือมีความหมายในทางลบเป็นอย่างมาก ซึ่งก็เริ่มปรากฏผลแล้ว”การเผชิญหน้าของคนไทยในช่วงนี้ กำลังจะนำมาซึ่งความเสียหายให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวงเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยในอดีต
ดังนั้น ในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์คนไทยคนหนึ่ง ผมอยากจะขอใช้พื้นที่บทความนี้ อธิบายถึงเฉพาะความเสียหายด้านเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ตระหนักผลทางลบที่เกิดขึ้นไปแล้วและกำลังจะรุนแรงขึ้นอีก หากไม่รีบหยุดปัญหาความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
สำหรับเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ทวีรุนแรงมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจได้หลายๆ ทาง ดังนี้
1.ในด้านการใช้จ่าย : ผลกระทบทางตรงที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยจากปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง คือ การใช้จ่ายภายในประเทศที่ลดลงทันที ผ่านการจับจ่ายใช้สอยกินใช้ที่ลดลงจากการปิดห้างร้าน ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นักลงทุน และนักท่องเที่ยวที่แย่ลง จะยิ่งส่งผลให้คนไม่กล้าใช้จ่าย ส่วนผลกระทบทางอ้อม คือ ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจบกพร่องหนักมากขึ้น เพราะการใช้จ่ายในประเทศที่อ่อนแอจากปัญหาการเมืองดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเศรษฐกิจโลกและการส่งออกเกิดฟุบขึ้นมาอีกในอนาคต ประเทศไทยก็จะไม่สามารถเร่งการใช้จ่ายภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนมาช่วยทดแทนการส่งออกได้
2.ในด้านการผลิต : ผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคงจะไม่พ้นผู้ประกอบการในสาขาบริการโรงแรมและภัตตาคาร สาขาบริการค้าส่งค้าปลีก และสาขาบริการคมนาคมขนส่ง ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ แต่หากสถานการณ์ความไม่สงบยังยืดเยื้อต่อไป ผลกระทบอาจจะลุกลามไปสู่การผลิตในสาขาอื่นๆ เช่น บริการทางการเงินที่สถาบันการเงินทั้งหลายอาจจะเริ่มระมัดระวังและไม่กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แถมหากผลกระทบทางการเมืองรุนแรงมากขึ้นไปจนกระทบต่อการผลิตในสาขาการบริหารราชการแผ่นดินด้วย
3.ในด้านภาคต่างประเทศ ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศที่น่าจะเกินดุลลดลง โดยเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยวคงจะส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่ต่างชาติที่ไม่กล้าย้ายเงินทุนมาลงทุนในประเทศไทยก็คงจะส่งผลกระทบต่อดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่ผลกระทบด้านต่างประเทศนี้อาจจะยังไม่น่าห่วงนักในระยะสั้น เพราะประเทศไทยยังมีบุญเก่าที่เกินดุลในอดีตค่อนข้างมาก ทำให้มีทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือเฟือที่จะนำมาใช้ดูแลเสถียรภาพด้านต่างประเทศได้ในยามจำเป็น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงในระยะยาวจากต่างชาติ ที่คงจะเริ่มถอยหนีจากเมืองไทยไปมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อศักยภาพการผลิตของประเทศในระยะยาว
4.ในด้านการคลังคงจะได้รับผลกระทบบ้างจากปัญหาทางการเมือง เพราะการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลจะทำได้ลำบากมากขึ้นในช่วงที่การจับจ่ายใช้สอยและการผลิตในประเทศชะลอตัว ขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐก็อาจจะเกิดปัญหา โดยเฉพาะหากปัญหาการเมืองวุ่นวายซะจนไม่มีรัฐบาลหรือไม่มีรัฐสภามาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะส่งผลให้งบประมาณลงทุนของรัฐบาลหายไป (เพราะตามกฎหมายงบประมาณของไทย หากไม่มีการอนุมัติ พ.ร.บ.งบประมาณ รัฐบาลจะสามารถเบิกจ่ายได้เฉพาะงบประจำที่มีความจำเป็น เช่น เงินเดือน หรือเงินชำระหนี้เท่านั้น) นอกจากนั้นผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองอาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้เงินของภาครัฐสูงขึ้นด้วย หากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตลง ผลที่ตามมาทันทีก็คือต้นทุนความเสี่ยงในการระดมเงินจากต่างประเทศของรัฐบาลไทยสูงขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้ต้นทุนการกู้เงินของเอกชนสูงขึ้นตามไปด้วย
ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้บางส่วนเกิดขึ้นไปแล้ว บางส่วนก็กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งหากพวกเราคนไทยยังปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นปัญหาเช่นนี้ต่อไป ในที่สุดก็จะเหลือเพียงซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ท้ายนี้ ผมอยากจะขอน้อมนำพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวอีกตอนหนึ่ง เพื่อเป็นทางออกให้สังคมไทย ดังนี้
“
ฉะนั้นก็ขอให้...ช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ...ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง”






