
ล้วงไลน์รัฐบาลยิ่งพ่ายโซเชียลมีเดีย
เรียงหน้าออกมาแก้ข้อครหาพัลวัน ทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทีมโฆษกรัฐบาล รวมถึงเฟซบุ๊ก พานทองแท้
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
เรียงหน้าออกมาแก้ข้อครหาพัลวัน ทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทีมโฆษกรัฐบาล รวมถึงเฟซบุ๊ก พานทองแท้ แต่ไม่อาจดับกระแส “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ของชาวไซเบอร์ที่รุมถล่มมาตรการล้วงการสนทนาจากแอพพลิเคชั่น “ไลน์” ของกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท.
เรื่องนี้รัฐบาลย่อม “เขวี้ยงงูไม่พ้นคอ” เพราะตามโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของ ปอท.ขึ้นตรงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่กำกับดูแลโดยรัฐบาลอีกขั้น เสียงต้านจึงดังข้ามหัว ปอท.ไปถึงรัฐบาลแบบยากจะหลีกเลี่ยง
แม้ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการ ปอท. ยืนกรานว่า มาตรการของ ปอท.ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ เพราะเป็นการเฝ้าระวังข้อความของผู้กระทำผิด 4 กลุ่ม คือ ผู้ซื้อขายอาวุธปืน ซื้อขายยาเสพติด การค้าประเวณี และผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ขายสินค้าปลอม ไม่ได้ล้วงข้อมูลของบุคคลทั่วไป พร้อมยกมาตรา 18 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาสร้างยันต์ว่าเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการได้
ทันทีที่ยกกฎหมายสกัดกั้น พลันมีเสียงตอบโต้ดังระงมจากฟากนักวิชาการมาหักล้าง ว่า หากการล้วงข้อมูลประชาชนของ ปอท.ไร้คำสั่งศาล เท่ากับมาตรการของเจ้าหน้าที่รัฐกำลังเป็นฝ่ายขัดต่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เสียเอง เพราะถือว่าขัดต่อมาตรา 8 และมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
ทั้งนี้ มาตรา 8 ระบุว่า “...ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ ...ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ส่วนมาตรา 25 ชี้ว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตาม พ.ร.บ.นี้ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่ ‘มิได้’ เกิดขึ้นจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น”
ระหว่างที่ ปอท.ถูกแนวต้านรุมสับ เเต่ที่กู่ไม่กลับคือภาพลักษณ์รัฐบาลที่มักอ้างหลักการประชาธิปไตยเป็นอาวุธตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม กลับเป็นผู้เลือกเดินบนเส้นทางที่ขัดกับหลักประชาธิปไตย ใช้มาตรการคุกคามช่องทางการสื่อสารของประชาชนเสียเอง
เเละไม่เพียงเสียหายหนักเรื่องหลักการ แต่ผลพวงของการล้วงไลน์ชาวบ้านยังเป็นการจุดเพลิงให้กลุ่มโลกไซเบอร์ต้านพรรคเพื่อไทยขยายลุกลามเป็น “ไฟลามทุ่ง” เหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เคยโดนชาวเน็ตรุมสับจนเป๋มาแล้วสมัยที่ มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรค ปชป. เสนอให้บล็อกเฟซบุ๊กและยูทูบดอตคอม โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
แต่พรรคเพื่อไทยอาจหนักหนาสาหัสยิ่งกว่านั้น เพราะเป็นที่ทราบกันว่ากลุ่มพลังในโลกออนไลน์ที่ติดตามสถานการณ์เคลื่อนไหวทางการเมืองส่วนใหญ่มักอยู่ในขั้วที่ตรงข้ามพรรคเพื่อไทย เห็นได้จากแฟนเพจและเฟซบุ๊กของ สส.และแกนนำพรรค ปชป. รวมถึงสารพัดเพจที่โจมตี ยิ่งลักษณ์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มักได้ยอดไลค์จากคนในโลกออนไลน์มากกว่าเฟซบุ๊กของ สส.หรือเพจที่สนับสนุนขั้วพรรคเพื่อไทย
โดยเฉพาะระยะหลัง สถานการณ์เพื่อไทยยิ่งถูกรุกหนักจากกลุ่มเเนวต้านที่ขยายฐานการต่อสู้ทางการเมืองเข้ามายังสื่อออนไลน์จนเห็นผลปรากฏชัด เห็นได้จากกลุ่มคน “หน้ากากขาว” ที่ปลุกระดมพลโดยเพจ “V for Thailand” และ “กลุ่มไทยสปริง” ที่จัดชุมนุมวิชาการต้านรัฐบาลเเละระดมคนลงนามสนับสนุนทางสื่อออนไลน์ ยังไม่นับรวมการเคลื่อนไหวแสดงความเห็นทางการเมืองของบุคคลผู้มีชื่อเสียงในเฟซบุ๊กอย่าง ชัย ราชวัตร ที่โพสต์ข้อความจนขยายผลมาเป็นวาระร้อนบนสื่อกระแสหลักได้ ก็เพราะยอดการแชร์กระแสกดไลค์ในโลกอินเทอร์เน็ตแทบทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยที่ส่งผลให้ขณะนี้เสียงด่ารัฐบาลระงมถึงขีดสุด เพราะนี่ไม่ใช่กรณีแรกที่รัฐเริ่มรุกคืบการสื่อสารของประชาชน โดยก่อนหน้านี้ ปอท.เจ้าเก่าเคยเรียก “4 มือโพสต์เฟซบุ๊ก” มาเข้าพบพนักงานสอบสวน เหตุเพราะกระจายข่าวการปฏิวัติรัฐประหารโดยอ้างว่าถือเป็นการโพสต์ข้อความกระทบความมั่นคง ขัด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ผ่านเฟซบุ๊ก หนึ่งในนั้นคือ เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บรรณาธิการข่าวการเมืองสถานีไทย พีบีเอส รวมถึงคนเสื้อแดงนาม “ปุ๊ชลบุรี นักสู้ธุลีดิน” ก็โดนหมายเรียกเช่นเดียวกัน
ย้อนไปก่อนหน้านั้น มีกรณีแฮกเกอร์ป่วนเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลโพสต์ข้อความล้อเลียน ยิ่งลักษณ์ นอกเหนือทัพตำรวจไทยจะออกล่ามือแฮ็กเเล้ว น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ยังออกโรงขู่ตามว่า หากใครโพสต์ข้อความในเว็บไซต์ดูหมิ่น เหยียดหยามนายกฯ มีความผิดข้อหาหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญา มาตรา 326 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท กลายเป็นการสร้างคลื่นในโลกไซเบอร์โจมตีวิพากษ์รัฐบาลอย่างกว้างขวางถึงเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน
ชัดเจนว่าเเค่ช่วงระยะเวลาครึ่งปีที่ผ่านมา รัฐบาลงัดกฎหมายสารพัดช่องทางเริ่มคุกคามการเเสดงความเห็นของประชาชนผ่านโลกออนไลน์ เเละเเทบทุกครั้งที่รัฐออกเเอ็กชั่น ล้วนได้ผลลัพธ์ที่สวนทางกัน เพราะ “ยิ่งปิด” กลับเป็นการ “ยิ่งปลุก” กระเเสต้านให้ไฟยิ่งลุกลามออกไปจนยากที่จะไล่ดับทัน







