
แจงจับตาไลน์เน้นกลุ่มผิดกม.ไม่เกี่ยวการเมือง
ผู้บังคับการปอท.แจงจับตาแชทผ่านไลน์ เน้นเฉพาะกลุ่มเสี่ยงทำผิดกฎหมาย-กระทบความมั่นคง กก.สิทธิติงระวังละเมิดบุคคล
ผู้บังคับการปอท.แจงจับตาแชทผ่านไลน์ เน้นเฉพาะกลุ่มเสี่ยงทำผิดกฎหมาย-กระทบความมั่นคง กก.สิทธิติงระวังละเมิดบุคคล
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) กล่าวกรณีที่ ปอท. จะตรวจสอบเฝ้าระวังการสื่อสารผ่านโปรแกรมสนทนา "ไลน์"นั้น ขอชี้แจงว่า ไม่ได้เจาะจงเฉพาะโปรแกรมไลน์ แต่จะจับตาโซเชียลมีเดียทั้งหมด โดยจะมุ่งตรวจสอบเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย โดยเน้นในทางอาชญากรรม 4 กลุ่มประเภท คือ 1.กลุ่มค้าอาวุธเถื่อน 2.กลุ่มค้ายาเสพติด 3. กลุ่มค้าประเวณี 4. กลุ่มค้าของปลอมและละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป
ทั้งนี้ปอท.ได้รับการตอบรับจากบริษัทไลน์ คอปอเรชั่น ผู้ผลิตโปรแกรมไลน์ ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ว่ายินดีให้ควาร่วมมือในการตรวจสอบ โดยยืนยันว่ากรณีนี้ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่ที่ผ่านมามีคดีที่มีผู้อาศัยช่องว่างการตรวจสอบของโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการกระทำผิดจำนวนมาก
"เจ้าหน้าที่มองปัญหาด้านอาชญากรรมเป็นหลัก ไม่เน้นเรื่องการเมือง ซึ่งหน้าที่ของตำรวจไม่ใช่แค่ปราบปรามแต่ต้องป้องกันด้วย ส่วนคนทั่วไปที่ใช้โซเชียลมีเดีย เราคงไม่ไปยุ่งกับเขา แต่ถ้าใครใช้แบบในทางที่ผิดกฏหมายต้องดำเนินการ ซึ่งตอนนี้เริ่มดำเนินการเฝ้าระวังแล้ว"พล.ต.ต.พิสิษฐ์กล่าว
อย่างไรก็ตามสำหรับโซเชียลมีเดีย โปรแกรมอื่นๆ เช่น เฟสบุค ยูทูบ วอทแอฟ ปอท.ก็ได้มีการเฝ้าจับตาและขอความร่วมมือไปยังผู้ผลิตโปรแกรมเช่นกัน แต่ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร เนื่องจากอาจเป็นเพราะกฎหมายของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน และบางประเทศมองว่าการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้บริการเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาเป็นศูนย์รวมข่าวโซเชียล และจัดทำเป็นเว็บไซท์เหมือน 191 พร้อมยืนยันว่าในส่วนของผู้ที่ใช้โซเชียล มีเดีย อย่างสร้างสรรค์ ปอท. จะไม่เข้าไปยุ่งอย่างแน่นอน
นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า กรณีที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เตรียมตรวจสอบการสนทนาผ่านโปรแกรมไลน์นั้น ต้องทำความเข้าใจว่า การสนทนาผ่านโปรแกรมแชท ถือเป็นการสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องส่วนตัวผ่านพื้นที่สาธารณะ หากเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการสนทนาจริงต้องระวังไม่ให้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลทั่วโลก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสากล ไม่ใช่เฉพาะการสนทนาในประเทศเท่านั้น
"การตรวจสอบดังกล่าวมีความสุ่มเสี่ยงที่จะละเมิดสิทธิบุคคลอื่นได้ง่าย เพราะการสนทนากันส่วนใหญ่เป็นการสนทนากันในเรื่องเฉพาะตัว การเข้ามาตรวจสอบข้อมูลการสนทนาก็คล้ายกับการดักฟังโทรศัพท์ ดังนั้นหากจะทำจริงก็ต้องวางกรอบแนวทางในการตรวจสอบให้ชัดเจน โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่นด้วย"







