
มหามิตร
เคยมีการตั้งข้อสังเกตกันมาก่อนหน้านี้ว่า ปัญหาข้อพิพาททางดินแดนซึ่งยิ่งสุมไฟความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่าง “จีนญี่ปุ่น” เขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 และ 3 ของโลก จะส่งผลบวกหรือลบกับไทยและอาเซียนหรือไม่ และอย่างไร
เคยมีการตั้งข้อสังเกตกันมาก่อนหน้านี้ว่า ปัญหาข้อพิพาททางดินแดนซึ่งยิ่งสุมไฟความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่าง “จีนญี่ปุ่น” เขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 และ 3 ของโลก จะส่งผลบวกหรือลบกับไทยและอาเซียนหรือไม่ และอย่างไร
สำหรับผลด้านบวกนั้น เป็นที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่าอาเซียนได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ ในด้านเศรษฐกิจ
รายงานขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า การลงทุนโดยตรงของญี่ปุ่นในอาเซียนช่วงครึ่งปีแรกนี้ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยเพิ่มขึ้นถึง 50% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
แน่นอนว่า อาเซียนซึ่งกำลังจะมีการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจ (เออีซี) ในปี 2558 นั้น มีจุดดึงดูดในตัวเองอยู่มาก โดยเฉพาะตลาดชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นมากทั้งในอินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย
ทุกวันนี้คนเมืองจำนวนไม่น้อยสามารถกินราเมงชามละร้อยกว่าบาทถึงสองร้อยกว่าบาทได้อย่างไม่เดือดร้อน ท่ามกลางร้านอาหารแบรนด์นอกทั้งฝรั่งและญี่ปุ่นที่ยกทัพมาดูดกระเป๋าสตางค์คนไทยกันอย่างละลานตา แถมทุกคนยังพร้อมใจกันโฆษณาให้แบบไม่คิดสตางค์ผ่านเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมกันด้วย ซึ่งนี่เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วไปในหลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย
อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากความน่าดึงดูดในตัวเอง ทั้งในแง่ของการเป็นตลาดส่งออกและฐานการผลิตแล้ว จีนคือปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการปรับนโยบายของญี่ปุ่นทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง
ภาพการประท้วงเผารถยนต์และบุกทำลายห้างสัญชาติญี่ปุ่นในจีน ยังคงเป็นที่จดจำได้ และญี่ปุ่นก็รู้ดีว่าปัญหาเขตแดนที่ไม่อาจแก้ไขได้ง่ายๆ นั้น พร้อมจะปะทุกระแสรักชาติขึ้นมาได้อีกหลายปีหลังจากนี้ จึงได้หันมาขยายฐานผลิตในอาเซียนมากขึ้นแทน โดยมีอินโดนีเซียเป็นที่น่าจับตามากที่สุดในฐานะดีทรอยต์แห่งต่อไป
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นก็ไม่ได้พาเม็ดเงินมาเพียงด้านเดียว เพราะมหามิตรของสหรัฐรายนี้ยังมาพร้อมยุทธศาสตร์การเมืองและความมั่นคง กับการกระชับความสัมพันธ์ทางทะเลกับฟิลิปปินส์ ที่กำลังมีกรณีพิพาททางน่านน้ำกับจีน
แม้ทุนของญี่ปุ่นกำลังแผ่ขยายไปทั่วอาเซียน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าจีนยังคงเป็นตลาดใหญ่และเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียนเช่นกัน โดยมีตัวเลขการค้าระหว่างกันถึง 3.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว
การรักษาสมดุลเศรษฐกิจและการเมืองของบรรดามหามิตร ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เออีซี 2558 ต้องเล่นให้เป็นเช่นกัน







