
ขอนำร่องให้คนอื่นกล้าสู้
แม้สุดท้ายสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติ 300 ต่อ 124 ด้วยคะแนน เห็นชอบหลักการวาระแรก ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
แม้สุดท้ายสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติ 300 ต่อ 124 ด้วยคะแนน เห็นชอบหลักการวาระแรก ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่สำหรับประชาธิปัตย์ นี่ยังเป็นเพียงแค่การแพ้คะแนนในยกแรก ซึ่งยืนยันว่าทำหน้าที่ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจะเดินหน้าคว่ำกฎหมายนี้ทุกวิถีทาง
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำถึงสาเหตุที่พรรคต้องคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมว่า นี่เป็นความชัดเจนที่สุดของพฤติกรรมระบอบทักษิณและหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านไปได้จะส่งผลกระทบ 2 ประการ ในอนาคตคือ 1.จะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า ต่อไปไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล และมีกลุ่มที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล เคลื่อนไหวโดยไม่คำนึงถึงกฎหมาย ไม่สนใจชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน เมื่อมีชัยชนะได้อำนาจรัฐ ก็จะมาออกกฎหมายล้างผิดให้กับพรรคพวกตัวเอง ซึ่งจะเป็นประเทศแรกในโลกที่ทำเช่นนี้
2.มีผลกระทบต่อสิ่งที่เรียกว่าการควบคุมทางสังคมโดยกฎหมาย หรือโซเชียลออร์เดอร์ ซึ่งเป็นแก่นของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกคนที่ทำผิดกฎหมายต้องได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ถ้านาย ก. วางเพลิง ปล้นทรัพย์ ฆ่าคน ไม่ว่าด้วยเหตุจูงใจอะไรก็ตาม คุณผิดตามกฎหมาย แต่วันนี้ ถ้าผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมผ่านจะมีการยกเว้นหลักของกฎหมายนี้
“คือ ถ้าฆ่าคน วางเพลิง ปล้นทรัพย์ อ้างว่ามีเหตุจูงใจทางการเมือง คุณออกกฎหมายไปล้างผิดให้เขาได้ หลักกฎหมายจะเหลืออะไร และกฎหมายนี้เป็นการยืมมือรัฐสภาไปทำลายอำนาจตุลาการด้วย และจะเป็นการสะสมความอยุติธรรม เพราะคนอื่นทำแบบเดียวกันผิด แต่กลุ่มคนที่พวกเดียวกับรัฐบาลไม่ผิด ทั้งสองข้อนี้ล้วนแต่มีผลต่ออนาคตทางการเมืองของต่อระบอบประชาธิปไตยไทย เลยต้องคัดค้านถึงที่สุด”
“สาทิตย์” กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองมายาวนานกว่า 60 ปี ถ้าไม่ดำรงความเป็นสถาบันหลักที่จะรักษาหลักของบ้านเมืองเอาไว้ ประชาชนทั่วไปที่เห็นว่าการกระทำของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงไม่ถูกต้องเขาจะไปพึ่งใคร
นอกจากนี้ เมื่อประชาชนมีการรวมตัวกันเขาอาจจะไม่มีกลุ่ม หรือองค์กรมาเคลื่อนไหวชัดเจนแน่นอน แต่พอประชาธิปัตย์กระโดดเข้ามาเคลื่อนไหวด้วย นี่จะเป็นสัญลักษณ์ให้กลุ่มอื่นๆ สามารถกล้าออกมาเคลื่อนไหวด้วย บ้านเมืองต้องมีคนกล้าถ้าวันนี้ เราคิดว่าพรรคเพื่อไทยทำถูกหมดเพราะมีเสียงข้างมาก เสื้อแดงไปไหนก็ไม่มีใครจับ ยิงลูกแก้ว หัวนอต ยิงคนปราศรัยที่ไหนก็ได้ ตำรวจตั้งด่าน คนอื่นถูกตรวจค้น เสื้อแดงไม่ถูกค้น ประเทศอยู่อย่างนี้ไม่ได้ มันต้องมีคนลุกขึ้นมา พูดจาบอกกล่าวว่าอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ก็ต้องเป็นภาระหน้าที่ ถามว่าคุ้มไหม คุ้มกับบ้านเมืองก็ต้องทำ
สาทิตย์ ยืนยันว่า การทำหน้าที่ของประชาธิปัตย์ในวาระที่ 1 ทำอย่างเต็มที่แล้ว เดิมมีการกำหนดคนที่จะอภิปรายไว้ 60 คน แต่ทางฝ่ายรัฐบาลก็เสนอปิดอภิปราย นี่คือความเลวร้ายของระบบที่อยากจะเรียกว่า เผด็จการรัฐสภา ซึ่งเอะอะก็ปิดอภิปราย ไม่แคร์ใครทั้งสิ้น
ส่วนรูปแบบการต่อสู้ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าประชาธิปัตย์ตีรวนในสภานั้น “สาทิตย์” อธิบายว่า เป็นการดีเลย์กฎหมาย ซึ่งในสหรัฐอเมริกาก็ใช้กัน แต่ไม่เห็นมีใครไปประณามว่าลวดลายเรื่องมาก ที่นั่นเขาอภิปรายกันทั้งคืน เอาหนังสือมาอ่านทีละบรรทัด จนมีการยอมถอนกฎหมายออก แต่ประเทศไทยรัฐบาลหน้าหนาไม่สน
“ผมคิดว่าในสภาเราสู้เต็มที่ ทำไงได้ เสียงมีเท่านี้ สุดท้ายเขาก็เอาเสียงข้างมากทุ่มใส่ บอกจะปิดประชุมไม่แคร์ใคร ...คุณก็เห็นการทำหน้าที่ของประธาน เวลาฝ่ายค้านใช้สิทธิพาดพิงถามก่อนมีกี่ข้อ แต่ละข้อมีอะไรบ้าง แต่เวลา (ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย) ใช้สิทธิ พูดได้เลย ไม่เหลือความเป็นกลาง แล้ววันนี้เสียงข้างมากเป็นเผด็จการของเสียงข้างมาก ที่ไม่ฟังเสียงข้างน้อย ไม่ฟังเสียงข้างน้อยไม่แคร์ประชาชน”
สาทิตย์ ชี้แจงว่า ถ้าจะมองว่าประชาธิปัตย์เล่นเกมต้องคิดย้อนกลับ ว่าทำไมเพื่อไทยไม่ฟังใครเลย เป็นเสียงข้างมากที่เป็นเผด็จการในสภา แล้วคุณเป็นเสียงข้างน้อยคุณทำอะไรได้ ลุกขึ้นโวยวาย วันก่อนเหตุการณ์ถึงขั้นปาแฟ้มก็ถูกสอบจริยธรรมไม่เลิกจนถึงทุกวันนี้ แล้วทำไมคนที่นำสภามาย่ำยีระบบกฎหมายไม่ไปประณามเขา เราอย่าคิดเล็กคิดน้อย แต่เราต้องคิดถึงบ้านเมืองเสียหายไปขนาดไหน
สำหรับการเคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต่อจากนี้ก็จะทำทั้งสองทางด้านหนึ่งในสภาก็ไปเคลื่อนไหวในชั้นกรรมาธิการ ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคลงมาทำหน้าที่กรรมาธิการด้วยตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากและยืนยันว่า เราเคารพระบบรัฐสภา
“คุณอภิสิทธิ์ ไม่ใช่คุณยิ่งลักษณ์ พอพูดเสร็จให้ท้ายแล้วบอกไปพูดกันในสภา แล้วไม่มาประชุม เซ็นชื่อแล้วหนี หนีจนวันนี้ คนที่เรียกร้องให้บ้านเมืองปรองดอง หันหน้ามาคุยกัน มีอะไรพูดกันในสภา แต่ไม่มาสภา เซ็นชื่อแล้วหนี”
สาทิตย์ อธิบายถึงเป้าหมายว่า งานใหญ่คือต้องคว่ำกฎหมายฉบับนี้ ถ้ายังคงมีเนื้อหาหลักการแบบนี้ แม้สุดท้ายจะโหวตสู้ไม่ได้ก็ตาม แต่อาจจะได้เห็นการเคลื่อนไหวแนวใหม่เกิดขึ้น ซึ่งประสานกันระหว่างในและนอกสภา
“ตอนนี้ยังบอกไม่ถูกว่าผลสุดท้ายจะออกมายังไง แต่หลังจากนี้การเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย ก็จะแหลมคมเข้มข้นมากขึ้น หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยพอเห็นการเคลื่อนไหว หลายๆ คนก็อาจกระโดดเข้ามาเคลื่อนไหวเพิ่มเติมมากขึ้น เช่น สายวิชาการน่าจะมีผลต่อสถานการณ์มาพอสมควรระยะเวลาอีก 23 เดือน ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะพัฒนาไปถึงไหน”
สาทิตย์ กล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคต่างจากในอดีต เพราะเมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยน แนวการต่อสู้ก็เปลี่ยน ประชาธิปัตย์ก็ต้องมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น แต่การขับเคลื่อนยังอยู่บนพื้นฐานความคิด ที่เรายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงเป้าหมายที่จะต้องทำเพื่อบ้านเมือง







