posttoday
ปี่กลองก้องสภา

ปี่กลองก้องสภา

04 สิงหาคม 2556

สะระหม่า เชิด รัว แล้วโอด...

สะระหม่า เชิด รัว แล้วโอด...

กูรูการเมืองจำนวนมากเชื่อว่าเปิดสภาเที่ยวนี้คงจะดุเดือดน่าดู เราอาจจะได้ดูการต่อยตีกันในสภาเหมือนว่ากำลังมีรายการมวย และน่าจะจบด้วยความเศร้าหรือโศกนาฏกรรม ผู้เขียนจึงเปิดคอลัมน์วันนี้ด้วยเพลงไทยที่ใช้บรรเลงในการชกมวย นั่นก็คือเพลง “สะระหม่า” ที่หลายท่านคงจำเสียงปี่ในเพลงนี้ได้ที่เด็กๆ ชอบร้องตามว่า “อี๊ แอ แอ แอ่ แอ่ แอ อี แอ...”

การสู้รบกันนี้ถ้าเป็นโขน ละคร และลิเก เขาจะใช้เพลง “เชิด” ที่ระนาดจะเคาะไม้อย่างหนักและกระชั้น ครั้นพอใกล้ถึงไคลแมกซ์หรือมีใครจะพบจุดจบก็จะใช้เพลง “รัว” ด้วยเสียงระนาดที่สั่นระรัวเหมือนชื่อเพลง จากนั้นเมื่อมีผู้แสดงล้มลง ก็จะปิดฉากนั้นด้วยเพลง “โอด” ที่เด็กๆ เรียกตามเสียงระนาดที่เน้นจังหวะนั้นว่า “ตร๊ะเรง เตร่งตุม ตร๊ะเรง เตร่งตุม...”

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกล่าวว่าประชาธิปไตยนั้นก็เหมือนเกมกีฬาอย่างหนึ่ง คือมักจะมีการต่อสู้แข่งขันกันเป็นปกติ มีคนถือหางถือข้าง มีกองเชียร์ แต่ที่สำคัญของกีฬาทุกชนิดก็คือ “ต้องมีกติกา” เช่น กีฬามวยนั้นเขาก็จะต้องตกลงกติกากันก่อน ตั้งแต่จะแต่งกายอย่างไรไม่ให้เป็นอันตราย มีเครื่องป้องกันเช่นกระจับและฟันยาง ใช้นวมสวมมือเพื่อไม่ให้เจ็บมากหรือเกิดบาดแผลร้ายแรง ก่อนชกกรรมการก็จะเรียกคู่ต่อสู้ไปกำชับกติกาอีกครั้ง ได้แก่จะเข้าชกกันได้ก็ต่อเมื่อกรรมการให้สัญญาณ และจะต้องแยกจากกันทันทีที่กรรมการบอกให้แยกหรือ “เบรก”

การชกมวยนั้นยังมีกติกายิบย่อยอีกเยอะ เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน แต่ที่เป็นหัวใจหรือมารยาทสูงสุดนั้นก็คือ “น้ำใจนักกีฬา” ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Sportsmanship” เป็นต้นว่า ต้องทำความเคารพกันก่อนชก ชกจบแล้วก็ต้องจับมือกัน ระหว่างชกต้องไม่ซ้ำเติมหรือฉวยโอกาสทำร้ายจนอาจจะนำไปสู่การบาดเจ็บร้ายแรง (ในการชกมวยไทยเราอาจจะเห็นนักมวยนิสัยเลวๆ บางคนที่ต่อยคู่ต่อสู้ล้มลงแล้วยังตามไปเตะหรืออัดเข่าซ้ำเข้าอีก อย่างที่เรียกว่า “ลูกติดพัน”) เมื่อคู่ต่อสู้ถูกรุกไล่หรือถอยเข้ามุมก็ต้องหยุดชกแล้วปล่อยให้ออกมาสู้กันใหม่ที่กลางเวที และที่สุดของเกมกีฬาทุกชนิดนั้นเขาจะ “ไม่เอากันจนตาย”

สำหรับมวยไทยนั้นยังมีการไหว้ครูซึ่งผู้รู้ท่านอธิบายว่า เพื่อแสดงความกตัญญูให้ความเคารพและระลึกถึงพระคุณของครูมวยต่างๆ รวมถึงเป็นการอบอุ่นร่างกาย ทำสมาธิให้มีกำลังกายกำลังใจที่เข้มแข็ง และศึกษาดูเชิงคู่ต่อสู้ ทั้งนี้ก็จะมีดนตรีมาบรรเลงประกอบการร่ายรำนั้นด้วย ส่วนมากก็จะมีดนตรีเพียง 3 ชิ้น คือ ปี่ กลอง และฉิ่ง ดังนั้นเพลงที่นำมาบรรเลงก็ต้องเป็นเพลงที่มีทำนองและลีลาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน อย่างเพลงสะระหม่าและเพลงเชิดที่ยกมาข้างต้น

นักมวยไทยทุกคนแม้จะเลิกชกมวยแล้ว ว่ากันว่าพอได้ยินเสียงปี่เสียงกลองดังขึ้นมาจะรู้สึกซู่ซ่า เลือดลมพลุ่งพล่าน แขนขาเนื้อตัวระรี้ระริกขึ้นมาทันที เหมือนว่าพร้อมที่จะกลับขึ้นเวที (ที่จริงไม่เฉพาะแต่นักมวย แม้แต่คนที่เล่นดนตรีไทยหรือนักแสดงโขนละคร เมื่อได้ยินเสียงปี่เสียงกลองขึ้นมาก็จะตื่นตัวเช่นเดียวกัน และถ้าเป็นเพลงครูที่เรียกว่า “เพลงหน้าพาทย์” ก็จะต้องยกสองมือขึ้นจบกลางศีรษะโดยอัตโนมัติ) คนโบราณจึงเอามาเป็นสำนวนเปรียบเปรยสิ่งกระตุ้นที่ทำให้คนที่คุ้นเคยอยู่กับประสบการณ์ในอดีตนั้นตื่นตัวขึ้นมาว่า “เสียงปี่เสียงกลอง”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กล่าวอยู่เสมอว่า การเมืองนั้นเหมือนเป็นยาเสพติดอย่างหนึ่ง ใครลองเข้าไปยุ่งเกี่ยวแล้วก็ยากที่จะถอนตัว อย่างที่มีสำนวนอีกคำหนึ่งว่า “เข้าเส้นเลือด” ที่มาจากการฉีดเฮโรอีนหรือผงขาวเข้าเส้นเลือดที่แขนของ “ขี้ยา” ทั้งหลาย ในทำนองเดียวกันเมื่อมีกิจกรรมทางการเมืองทั้งหลายเริ่มขึ้น เป็นต้นว่าการเลือกตั้งหรือเปิดสภา คนเหล่านี้ก็จะเนื้อตัวเต้นระริกอย่างกับว่ากิจกรรมเหล่านั้นคือเสียงปี่เสียงกลองมาทำให้เลือดลมสูบฉีดมีชีวิตชีวาขึ้นทันใด

คนรุ่นใหม่หรือคนที่ไม่ชอบกีฬามวยอาจจะไม่เข้าใจถึงความรู้สึก “เมื่อได้ยินเสียงปี่เสียงกลอง” นี้ แต่ก็อาจจะเทียบเคียงได้กับเสียงหรือบรรยากาศอื่นๆ ที่เราชอบ เป็นต้นว่าได้ยินเพลงแดนซ์หรือฮิปฮอปก็คึกคักขึ้นมาอยากเต้นอยาก “โย่” ขึ้นมาทันที หรืออาจจะเป็นอย่างเพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งที่หลายปีก่อนพอได้ยินเพลง “ไอ้หน้าเหลี่ยม” ที่มีสร้อยเพลงว่า “โอ๊ย เหลี่ยมๆๆ” จะกระชุ่มกระชวยหายง่วงทันที แล้วลุกขึ้นมาทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง

ขณะที่เขียนบทความนี้เป็นวันที่ 1 ส.ค. ที่มีการเปิดสภาสมัยสามัญทั่วไปเป็นวันแรก ทราบว่ามี สส.ไปประชุมกันค่อนข้างคึกคัก แต่เท่าที่ฟังการประชุมที่ถ่ายทอดผ่านวิทยุของรัฐสภา (ทำไมโทรทัศน์ไม่ถ่ายทอดสดก็ไม่รู้ โดยเฉพาะของรัฐสภานี้) ก็รู้ว่าบรรยากาศการอภิปรายก็ยังเนือยๆ โดยเริ่มต้นด้วยการยืนรับฟังพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภา จากนั้นก็เปิดให้มีการปรึกษาหารือนำปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ของประชาชนมาพูดคุย เช่น เรื่องน้ำท่วมในหลายพื้นที่และความรุนแรงในภาคใต้ แต่ก็ยังมีเรื่องเชยๆ ที่กี่ปีๆ ก็ยังไม่แก้ คือเรื่องควันบุหรี่ในสภานั้นอยู่ด้วย แสดงว่าปัญหาของบ้านนี้เมืองนี้คงสิ้นหวังเสียแล้ว แม้แต่ปัญหาของสภาก็ยังแก้ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในสัปดาห์หน้าบรรยากาศน่าจะดุเดือดร้อนแรง เพราะจะมีการนำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ วรชัย เหมะ เข้ามาพิจารณา โดยที่มีกระแสต่อต้านจากทุกสารทิศ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดแถลงออกมาว่าถ้าร่างนี้ผ่านวาระ 1 จะขอนำประชาชนออกมาคัดค้านให้ทั่วประเทศ กระนั้นแม้ว่าสัปดาห์นี้จะไม่มีการพิจารณากฎหมายที่สุ่มเสี่ยงฉบับใดๆ แต่รัฐบาลก็ “ตื่นตูม” ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงในทันที ครอบคลุมไว้ถึง 10 วัน นัยว่าไว้เป็นภูมิคุ้มกันให้แก่เจ้าหน้าที่ (ที่ปอดแหกไม่กล้าใช้อำนาจตามกฎหมายปกติที่มีมากอยู่แล้ว)

แน่นอนว่ารัฐบาลก็คงจะ “ปอดแหก” เช่นเดียวกัน จึงต้องเขียนเสือให้วัวกลัวตั้งแต่ไก่โห่ขนาดนี้ (เรื่องนี้น่าจะมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญนะว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะปิดกั้นการใช้เสรีภาพของประชาชน หรือไปขอองค์การไส้ติ่งอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือผู้ตรวจการแผ่นดินให้ช่วยตรวจสอบหน่อย เพราะคุกคามต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน) ซึ่งรัฐบาลอาจจะมีข้อมูลการข่าวว่าจะมีใคร “ปฏิวัติ” รัฐบาลก็เป็นได้

คอยติดตามกันว่าเมื่อเสียงปี่เสียงกลอง “ก้องสภา” ขึ้นมาแล้ว จะมีเหตุร้ายขึ้นแก่บ้านเมืองหรือไม่ จะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมอย่างที่กูรูหลายท่านว่าไว้หรือเปล่า แต่การใช้กฎหมายเผด็จการโดยรัฐบาลประชาธิปไตยก็มีเรื่องที่น่าคิด ว่ารัฐบาลนี้คงจะจนปัญญาเสียแล้ว

หรือว่า “หมดสิ้นปัญญา” ไปหมดแล้ว?

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้