
ชัชชาติตั้งกก.แก้มลพิษน้ำมัน
ผลตรวจคุณภาพน้ำทะเลเกาะเสม็ดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ชัชชาติ ตั้งบิ๊กบอส ปตท. แก้ปัญหามลพิษจากน้ำมัน
คุณภาพน้ำทะเลเกาะเสม็ดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน-ชัชชาติตั้งบิ๊กบอส ปตท. แก้ปัญหามลพิษน้ำมัน-ระดมสถาบันศึกษาร่วมหาทางฟื้นฟู
นายนพพล ศรีสุข อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) เปิดเผยว่า ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาฟื้นฟู และดูแลพื้นที่ที่คาดการณ์ว่าจะมีปัญหา อันเป็นผลมาจากการรั่วไหลของน้ำมัน โดยมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรทางทะเลจากสถาบันการศึกษาต่างๆ คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิชาการจากกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)
ทั้งนี้ คณะทำงานดังกล่าวก็จะทำงานควบคู่ไปกับคณะทำงานประเมินติดตามแก้ไขปัญหา ที่นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ตั้งขึ้น
"งานหลักของทช. คือ การดูแลฟื้นฟูสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล คือ ปะการัง หญ้าทะเล สัตว์ทะเลหายาก ที่จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งนักวิชาการรายงานมาว่า ในพื้นที่ที่เกิดเหตุและบริเวณรอบข้าง จะมีสัตว์ทะเลหายากตัวหลักๆ คือ เต่าทะเล พะยูน และโลมา โดยก่อนหน้านี้ ได้สั่งให้ทีมงานประดาน้ำดำน้ำลงไปสำรวจพื้นที่รอบๆ ที่เกิดเหตุยกเว้นบริเวณอ่าวพร้าวแล้ว ยังไม่พบว่า สัตว์ทะเล รวมทั้งปะการังและหญ้าทะเล มีอาการผิดปกติใดๆ อย่างไรก็ตาม มีการเก็บตัวอย่างทุกอย่างขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนของสารเคมีที่อาจจะมาจากคราบน้ำมันแล้ว" นายนพพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่วิกฤต คือบริเวณอ่าวพร้าวนั้น ทช.ยังไม่ได้ดำน้ำลงไปดู เพราะคลื่นและลมยังค่อนข้างแรง ซึ่งทางนักประดาน้ำแจ้งว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถลงไปดูได้ ต้องรอให้คลื่นลมสงบ และทางฝ่ายที่ทำหน้าที่เก็บกู้คราบน้ำมัน จัดการเก็บคราบน้ำมันให้หมดไปก่อน ซึ่งคาดว่าอีก 1-2 วันหลังจากนี้น่าจะลงไปได้
"นอกจากชุดตรวจสอบใต้ทะเลแล้ว ทช.ยังมีชุดลาดตระเวนชายหาด ซึ่งจะเดินสำรวจเก็บข้อมูลความผิดปกติของชายหาดทุกแห่ง ใน จ.ระยอง คือ นอกเหนือจาก รอบเกาะเสม็ด และยังมีพื้นที่หาดแม่รำพึง ถึง หาดเขาแหลมหญ้า สวนสน และแหลมสน อีกด้วย โดยเจ้าหน้าที่จะเก็บตัวอย่าง ดิน น้ำ และสัตว์หน้าดิน มาตรวจสอบให้ห้องปฏิบัติการ ว่ามีการปนเปื้อนหรือได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่วครั้งนี้อย่างไรบ้าง" นายนพพล กล่าว
นอกจากนี้ ภายหลังจากที่ทีมงานเก็บกู้ ได้ทำความสะอาดทั้งน้ำและชายหาดหมดแล้ว ทช.จะสำรวจความเสียหายจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ว่าทรัพยากรในพื้นที่มีอะไรได้รับผลกระทบและเสียหายไปบ้าง โดยมีคำสั่งให้นักวิชาการของทช.ที่ทำงานอยู่ภาคต่างๆ ขึ้นมาประจำการอยู่ที่เสม็ดทั้งหมด เพื่อคิดและวางแผนเรื่องการเก็บข้อมูลและสำรวจความเสียหายครั้งนี้
กปน.ออกโรงตั้งกรรมการดูแลมลพิษน้ำมัน มีบอสปตท.ร่วมด้วย
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน(กปน.) กล่าวว่า ที่ประชุม กปน. มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวม 6 คน เพื่อเข้าเป็นกรรมการ กปน. เพื่อให้การทำงานครอบคลุมทุกด้าน ประกอบด้วย นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) นายสมรัตน์ ยินดีพิธ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. นางธันณี ศรีสกุลไชยรัก ตัวแทนจากแผนงานสหประชาชาติเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม นายพิสุทธิ์ เพียรมนกุล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและ ภูมิศาสตร์สารสนเทศ (องค์การมหาชน)
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. ระบุว่า มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง คปภ.จึงจะตั้งผู้สำรวจภัยประเมินความเสียหาย และประสานบริษัท ทิพยประกันภัย พิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขสัญญาที่ พีทีทีจีซี มีวงเงินคุ้มครอง 1,500 ล้านบาท
คุณภาพน้ำทะเลเสม็ดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ด้านกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลจาก 5 จุดเก็บตัวอย่างในวันที่ 31 ก.ค. ประกอบด้วย เกาะกุฎี ที่ความลึก 3.5 เมตร, เกาะเสม็ด-บ้านเพที่ ความลึก 6 เมตร, ปากคลองแกลงที่ความลึก 7 เมตร และอ่าวกิ่ว ที่ความลึก 7.5 เมตร มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล แต่การตรวจวัดค่าโลหะหนัก ปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน และ โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโรคาร์บอน อยู่ระหว่างการส่งวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ
นอกจากนี้ คพ. ได้ติดตั้งถังเก็บตัวอย่างอากาศ (canister) เพื่อตรวจวัดปริมาณสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศเป็นเวลา 24 ชั่วโมง จำนวน 3 จุด ได้แก่ บริเวณอ่าวพร้าว หาดทรายแก้ว และเทศบาลบ้านเพ ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ โดยคาดว่าจะทราบผลการตรวจวิเคราะห์ภายใน 10 วันทำการ
นายพิสุทธิ์ เพียรมนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขอให้นักท่องเที่ยวที่จะไปเล่นน้ำที่เกาะเสม็ด รอผลการตรวจสอบสารปนเปื้อนจากกรมควบคุมมลพิษในน้ำ ทราย โขดหิน และอากาศอย่างละเอียดก่อน โดยอาจต้องใช้เวลาตรวจอีก 5-10 วัน อย่างไรก็ตามการใช้สารซิลิกอน เอ็นเอส ในการสลายคราบน้ำมันเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและสามารถย่อยสลายได้เองใน 3วัน
ซีอีโอ ปตท. ยังมึนสาเหตุน้ำมันรั่ว อ้างใช้ซิลิคกอน 3.2 หมื่นลิตรเพราะลมแรง ระบุ ไม่ใช่ไม่อันตราย แต่อันตรายในระดับที่ยอมรับได้
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าท่อน้ำมันดิบของบริษัทพีทีที โกบอล เคมีคอล จำกัด ชำรุดเพราะเหตุใด ส่วนที่ต้องใช้สารละลายซิลิคกอนถึง 3.2 หมื่นลิตร เนื่องจากลมแรงและมีคลื่นสูงถึง 1 เมตรสารจึงกระจาย ในขณะที่สัดส่วน 1:10 ตามที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) อนุญาตนั้น คำนวณจากสถานการณ์คลื่นลมสงบ
นายไพรินทร์ กล่าวว่า จำเป็นต้องแก้ไขสถานการณ์ตามหน้างาน จึงใช้ซิลิคกอนถึง 3.2 หมื่นลิตร ยืนยันว่าในพื้นที่การโปรยสารลึกกว่า 20 เมตรไม่จำเป็นต้องขออนุญาตคพ. และการดำเนินการแก้ปัญหาเป็นไปด้วยเจตนาดี หากเกิดอะไรในอนาคตก็พร้อมรับผิด
“เราไม่ได้พูดว่าไม่มีอันตราย แต่อันตรายขณะนี้อยู่ในมาตรฐานที่ยอมรับได้” นายไพรินทร์ กล่าว
นายไพรินทร์ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลอยู่ที่ 5 หมื่นลิตร โดยแม้น้ำมันจะเบากว่าน้ำแต่ก็มีอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน จึงเทียบได้ว่า 5 หมื่นลิตรเท่ากับ 50 ตัน ส่วนที่มีผู้คำนวณว่าน้ำมันรั่วถึงแสนลิตรนั้น ไม่เป็นความจริง น้ำมันที่รั่วปริมาณน้อยแต่ขยายวงกว้าง ยืนยันว่าชั้นน้ำมันไม่หนา
คืนรางวัลลูกโลกสีเขียว 14 รางวัล หวังจิตสำนึกเพื่อโลกจะอยู่ในหลักบริหารปตท.จริงๆ
วันเดียวกัน กลุ่มผู้คืนรางวัลลูกโลกสีเขียว นำโดย นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียวปี 2550 พร้อมสมาชิก เดินทางมายังบริษัทปตท.สำนักงานใหญ่ เพื่อแสดงความความประสงค์ขอคืนรางวัลรวมทั้งสิ้น 14 รางวัล พร้อมเช็คเงินสด 1 แสนบาท
แถลงการณ์ ระบุว่า เนื่องจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และประชาชนในพื้นที่ โดยที่ทางกลุ่มปตท.ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์อย่างโปรงใส และยังขาดแผนการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน สะท้อนถึงทัศนคติและหลักการบริหารขององค์กรที่ไม่ได้นำหัวใจ CSR เข้ามาอยู่ในการประกอบการทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ มาโดยตลอด
พวกเรา กลุ่มผู้ประสงค์จะคืนรางวัลลูกโลกสีเขียว จึงขอคืนรางวัลดังกล่าว เนื่องจากไม่ต้องการทีส่วนร่วมในการสร้างภาพสีเขียวขององค์กร ทั้งนี้ทางกลุ่มยังชื่นชมการดำเนินงานของคณะกรรมการสถาบันลูกโลกสีเขียว ซึ่งมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
1.เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผลงานสร้างสรรค์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เป็นที่สนใจและเกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง 2.เพื่อเป็นเวทีให้โอกาสและเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่ศึกษา หรือ ปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3.เพื่อรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ในด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.เพื่อกระตุ้นให้สังคมสนใจและให้ความสำคัญด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 5.เพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ ทั้งในด้านแนวคิด ทัศนคติ และแนวทางปฏิบัติ นำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรราชาติและสิ่งแวดล้อม
จากวัตถุประสงค์ดังกล่าว พวกเราอยากให้เจตนารมณ์ของสถาบันฯ ได้เข้าไปอยู่ในอยู่ในหัวใจการทำงานของกลุ่ม ปตท. อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการให้ข้อมูลแก่สาธารณะอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และระบบนิเวศโดยรอบ รวมทั้งจัดการแก้ปัญหาอย่างโปร่งใส่โดยเร่งด่วนที่สุด
ทั้งนี้ การมอบรางวัลลูกโลกสีเขียวคืนครั้งนี้ เป็นความตั้งใจที่ต้องการให้กลุ่ม ปตท.ได้ปรับปรุงการดำเนินงานอย่างจริงจังและจริงใจ โดยไม่มุ่งเน้นการปกป้องภาพลักษณ์ของลักษณ์ขององค์กร อย่างที่เคยเป็นมา







