posttoday
บทเรียนไฟไหม้โรงพักถึงเวลาแก้ระเบียบขังผู้ต้องหา

บทเรียนไฟไหม้โรงพักถึงเวลาแก้ระเบียบขังผู้ต้องหา

26 กรกฎาคม 2556

จากกรณีไฟไหม้โรงพักไทรน้อย จ.นนทบุรี และมีผู้ต้องขัง 4 คน เสียชีวิต ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน 1 คน ผู้ต้องหาความผิดเมาสุราแล้วขับขี่ 1 คน

โดย...พล.ต.ต.เกษียร วรศิริ

จากกรณีไฟไหม้โรงพักไทรน้อย จ.นนทบุรี และมีผู้ต้องขัง 4 คน เสียชีวิต ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน 1 คน ผู้ต้องหาความผิดเมาสุราแล้วขับขี่ 1 คน ผู้ต้องหาความผิดคดียาเสพติด 2 คน ซึ่งเป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งกับผู้เสียชีวิตและครอบครัว

เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นประมาณ เวลา 04.00 น. มีสิบเวรผู้ถือกุญแจห้องขัง ร้อยเวร และพนักงานสอบสวน รวมถึงพนักงานวิทยุเข้าเวรอยู่บนโรงพัก ผลการสอบสวนคงจะมีออกมาในเร็ววันนี้ว่า การที่ไม่อาจช่วยเหลือผู้ต้องหาได้ทันนั้นเกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด

ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงพัก สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี พร้อมมอบเงินเยียวยาแก่ญาติผู้ต้องหาที่เสียชีวิต รายละ 20,000 บาท และสั่งกำชับให้สอบสวนสาเหตุอย่างชัดเจน ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

ประเด็นสำคัญที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำ คือ การประชุมกำชับทุกหน่วยให้ตรวจสอบสถานที่ โดยทุกโรงพักต้องตรวจสอบสถานที่ อาคารที่ทำการ เรื่องสายไฟฟ้า ปลั๊กไฟ หม้อแปลงไฟฟ้าในโรงพัก ถ้าเก่าก็ต้องรีบเปลี่ยนใหม่โดยด่วน ทุกหน่วยต้องมีอุปกรณ์ดับเพลิงพร้อมในการป้องกันเหตุ ไม่เพียงเท่านั้น สิบเวรต้องมีความรู้ในการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงอีกด้วย กำลังพลขณะที่ปฏิบัติงานโดยเฉพาะสิบเวรต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าเกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้นมา จะต้องสามารถป้องกันเพื่อแก้ไขสถานการณ์ รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไฟไหม้โรงพัก โดยเฉพาะการป้องกันผู้ต้องขังไม่ให้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอีก

จากการศึกษากฎหมายและระเบียบปฏิบัติในเรื่องนี้ของหน่วยงานต่างๆ ผู้เขียนพบว่าพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 มาตรา 18 บัญญัติเรื่องการควบคุมผู้ต้องหาหรือนักโทษว่า “ในกรณีฉุกเฉินอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต หรือความปลอดภัยของผู้ต้องขัง ถ้าเจ้าพนักงานเรือนจำไม่สามารถจะย้ายผู้ต้องขังไปควบคุมไว้ ณ ที่อื่นใดได้ทันท่วงที จะปล่อยให้ผู้ต้องขังไปชั่วคราวก็ได้ แต่ผู้ต้องขังที่ถูกปล่อยไปนั้นต้องกลับมาเรือนจำหรือรายงานตนยังสถานีตำรวจ หรือที่ว่าการอำเภอ ภายในกำหนด 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาที่ปล่อยไป และปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่นั้นๆ ถ้าผู้ต้องขังที่ถูกปล่อยไปละเลยไม่ปฏิบัติดังกล่าวนี้ ให้ถือว่ามีความผิดฐานหลบหนีการควบคุม เว้นแต่จะมีข้อแก้ตัวอันควร”

หากมาดูระเบียบปฏิบัติของตำรวจ จะพบว่ามีเพียงระเบียบการจัดห้องควบคุมและดูแลผู้ต้องหาให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน แต่ความรับผิดชอบกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วจำเป็นต้องปล่อยผู้ต้องขังให้พ้นจากอันตรายนั้น ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติอย่างชัดเจนเหมือนของกรมราชทัณฑ์ จึงควรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเสนอให้มีกฎหมายคุ้มครองทั้งเจ้าหน้าที่ และคุ้มครองทั้งผู้ต้องหา

เพราะหากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อย ซึ่งต้องใช้ดุลพินิจตัดสินตกลงใจในภาวะฉุกเฉิน อาจตัดสินใจไม่ถูก เพราะการที่ผู้ต้องหาหายไปจากที่คุมขัง ย่อมเป็นความรับผิดชอบของสิบเวรผู้ถือกุญแจห้องขังเป็นคนแรก

ยิ่งหากเหตุเกิดกลางคืน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวรบนสถานีตำรวจเพียง 35 คน แต่มีผู้ต้องหาซึ่งถูกขังอยู่เป็นจำนวนมาก ในภาวะเกิดเหตุเพลิงไหม้ซึ่งไฟจะดับมืดหมดทั้งโรงพัก หากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตัดสินใจช้าแค่เพียงเสี้ยววินาที ประวัติศาสตร์อาจเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยขึ้นมาได้อีก แต่หากมีระเบียบกฎหมายให้อำนาจ และคุ้มครองการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ก็จะช่วยให้การตัดสินใจเพื่อรักษาชีวิตและความปลอดภัยของผู้ต้องหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันการณ์

อย่างไรก็ตาม เหตุเพลิงไหม้ สภ.ไทรน้อย ครั้งนี้มิใช่ครั้งแรก ในความเป็นจริงที่สถานีตำรวจหลายแห่งทั่วประเทศนั้นใช้ไม้เป็นวัสดุก่อสร้าง อีกทั้งยังก่อสร้างมานาน ตลอดจนอุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟ ปลั๊กไฟ ตู้ควบคุมก็อาจไม่มีการกวดขันเรื่องสภาพการใช้งาน ทำให้พบว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับแต่ปี พ.ศ. 2551 มีเหตุการณ์ไฟไหม้โรงพักเกิดขึ้นรวม 3 ครั้ง

ครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2551 เวลา 08.30 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นที่ห้องเก็บพัสดุอุปกรณ์ติดกับห้องควบคุมผู้ต้องหา และห้องวิทยุบนชั้น 2 ของโรงพัก พบแสงเพลิงและกลุ่มควันจำนวนมากพวยพุ่งออกมา ซึ่งร้อยเวรให้การว่า ขณะที่กำลังเข้าเวรปฏิบัติหน้าที่อยู่ชั้นล่างของโรงพัก ได้กลิ่นเหม็นไหม้โชยมา เป็นเวลาเดียวกันกับสิบเวรควบคุมห้องขังวิ่งลงมาแจ้งว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ห้องเก็บพัสดุ ร้อยเวรพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวรอยู่นำถังดับเพลิงขึ้นไปเพื่อจะดับเพลิง แต่เพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว และมีกลุ่มควันจำนวนมากพวยพุ่งออกมา จึงสั่งให้สิบเวรไขห้องขังนำตัว 2 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ และผู้ต้องหาคดียาเสพติด ไปควบคุมตัวไว้ในที่ปลอดภัย ก่อนประสานรถดับเพลิงมาดับไฟ

เหตุการณ์ต่อมาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2555 เวลา 05.45 น. เพลิงไหม้ห้องเก็บพัสดุสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง ซึ่งติดกับห้องควบคุมผู้ต้องหา เพลิงกำลังลุกไหม้พัดลมระบายอากาศ และมีกลุ่มควันเป็นจำนวนมากปลิวเข้าไปในห้องผู้ต้องขัง ทำให้ผู้ต้องหาที่ถูกขังอยู่ข้างในทั้งหมด 13 คน สำลักควันและร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่จึงรีบใช้น้ำฉีดสกัดเพลิงพร้อมกับลำเลียงผู้ต้องหาออกมาจากห้องขังอย่างทุลักทุเล โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที เพลิงจึงสงบ และมีผู้ต้องหาได้รับบาดเจ็บจากการสำลักควัน 2 ราย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาเมาแล้วขับทั้งคู่ เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจทันที

ทั้งสองเหตุการณ์ถือว่าการตัดสินใจของนายตำรวจผู้รับผิดชอบเป็นไปอย่างรวดเร็วทันการณ์ จึงไม่มีผู้ต้องหาเสียชีวิต

และเหตุการณ์ที่สาม คือ โศกนาฏกรรมที่โรงพักไทรน้อย ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องทบทวนระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมตัวผู้ต้องหา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติมีทางเลือกที่จะตัดสินใจเพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัว

ระเบียบจะเป็นสิ่งที่คุ้มครองผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องพะวักพะวนใช้เวลาตัดสินใจในยามเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉินจนล่าช้าไม่ทันการณ์

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI