
เราจะมอบความไว้วางใจต่อไปหรือไม่
ผมไม่ได้เขียนเรื่องความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มานาน หลังจากสองฝ่ายลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อ 28 ก.พ. 2556 เวลาได้ผ่านไป 4 เดือนแล้ว จึงคิดว่าพอเพียงที่จะเขียนถึงเรื่องนี้อีก เพราะสถานการณ์ได้พัฒนาไปนานพอสมควรที่พอจะเห็นเค้าลางอะไรหลายอย่างได้
ผมไม่ได้เขียนเรื่องความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มานาน หลังจากสองฝ่ายลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อ 28 ก.พ. 2556 เวลาได้ผ่านไป 4 เดือนแล้ว จึงคิดว่าพอเพียงที่จะเขียนถึงเรื่องนี้อีก เพราะสถานการณ์ได้พัฒนาไปนานพอสมควรที่พอจะเห็นเค้าลางอะไรหลายอย่างได้
สิ่งที่รัฐบาลทำไปนั้นมีผลทางกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศมาก เป็นการรับรองหรือกึ่งรับรองกองโจรกบฏแบ่งแยกดินแดน เปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ สามารถให้การรับรองฝ่ายกบฏได้ ประเทศไหนอยากจะรับรองก็ทำได้แล้ว ในเมื่อรัฐบาลไทยรับรอง เขาก็รับรองได้ มาเลเซียรับรองไปแล้ว หัวข้อในการพูดคุยขณะนี้ เท่าที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นเสนอมานั้น วิเคราะห์ได้ว่าต้องมีคนให้คำปรึกษา เพราะเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ การกบฏ การแบ่งแยกดินแดน มีน้อยคนที่จะรู้ ตัวแทนบีอาร์เอ็น คงไม่รู้ดีในเรื่องพวกนี้ คนที่ช่วยเหลือบีอาร์เอ็น ต้องเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญ มีชั้นเชิงสูง ต้องมืออาชีพ เชื่อว่ามาเลเซียสนับสนุนทั้งด้านการคิดอ่านและวิธีการ สิ่งที่ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลไทยรับมาพูดคุยนั้น สังเกตว่าฝ่ายเราไม่รู้ความหมายดีพอ ข้อเสนอของฝ่ายนั้นค่อนข้างเลื่อนลอย ขุดประวัติศาสตร์มาพูด ไม่มีจุดจบ ที่ทำก็คงอยากจะอวดโอไอซี ดังนั้นคนไทยที่พูดคุยกับเขาต้องใช้ฝีมือค่อนข้างมาก เรื่องพวกนี้ใช้เวลานาน ยังมีเวลา ที่ผ่านมามวยเราเป็นรองมาเลเซียมาก เพราะมาเลเซียอยู่เบื้องหลังบีอาร์เอ็นมาโดยตลอด
การพูดคุยสันติภาพ ผลจะดีไม่ดีอยู่ที่นโยบายและวิธีการ ที่ผ่านมาเราเป็นฝ่ายตั้งรับ อีกฝ่ายกอบโกยเอาผลประโยชน์ เรามองในประเทศ แต่บีอาร์เอ็นมองออกนอกประเทศ การพูดคุยที่ผ่านมานั้น “มัดตัวเราทั้งนั้น” เราไม่ได้อะไรเลย เมื่อเขาบอกให้รวม อ.สะเดา จ.สงขลา มาไว้ในพื้นที่รุนแรงด้วย เราไม่ได้มีการตอบโต้อย่างแข็งกร้าว แต่รีรอเหมือนกับเกรงใจที่จะบอกเขาว่าอย่ามายุ่ง เมื่อเราบอกฝ่ายโจรก่อการร้ายว่าอย่าทำร้ายคนบริสุทธิ์ คำถาม คือ ถ้าเช่นนั้น เจ้าหน้าที่ก็ถูกทำร้ายได้ใช่ไหม เราต้องคิดมุมกลับด้วย ฝ่ายบีอาร์เอ็นมีขีดความสามารถในการรุกและใช้การพูดคุยเป็นฐานในการรับรองจากต่างประเทศ ข้างนอกเชื่อถือบีอาร์เอ็นไปแล้ว การที่เขาขยายพื้นที่ เราต้องระวังให้มากเพราะจะโยงไปยังแนวเขตแดนทางภูมิศาสตร์ที่ลากไปในทะเลด้วย เรื่องมันจะยุ่ง เพราะทรัพย์สินในทะเลมีมากมาย ทั้งทรัพยากรมีชีวิตและไม่มีชีวิต บีอาร์เอ็นที่มีมาเลเซียอยู่ข้างหลังปูทางไว้หลายทางมาก แต่เรายังไม่ไหวตัว
ก่อนพูดคุย เราต้องหาผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้แบ็กอัพข้างหลังก่อนไปประชุม ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มองในแง่มุมต่างๆ ทั้งด้านการเมือง กฎหมายภายใน กฎหมายระหว่างประเทศ ต้องมีชั้นเชิงในการพูดคุย เราต้องสังเกตการณ์ท่าทีของฝ่ายโน้นด้วย ไม่ใช่ไปนั่งเฉยๆ เป็นบื้ออย่างเดียว บีอาร์เอ็นใช้หลายวิธีการ ทั้งแขวนป้ายผ้า สีพ่น เป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่งเพื่อแสดงให้โลกรู้ว่า ไทยไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้
แน่นอน การพูดคุย แต่ละฝ่ายต้องยอมกันบ้างในบางเรื่อง รัฐบาลต้องบอกว่า อะไรเป็นจุดต่ำสุด สูงสุดที่จะรับได้ อะไรที่เป็นเรื่องที่ไม่ต้องมาคุยกัน เพราะเราจะไม่ยอมเด็ดขาด (Nonnegotiable) เราจะต้องขายให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่ไปนั่งเฉยๆ เราต้องมี 2 บท (Tracks) ที่จะเล่น ปิดหน้าหนึ่ง เปิดอีกหน้าหนึ่ง เราต้อง “ตีความ” สิ่งที่บีอาร์เอ็นเสนอมาทุกตัวอักษร ที่ผ่านมาเราดูแค่ที่เห็นเฉพาะหน้า ฝ่ายเขาเป็นคนเรียกร้องหมด ในช่วงการพูดคุยนั้นจะมาเรียกร้องแบบนี้ไม่ได้ ฝ่ายเราไม่มีลูกล่อลูกชนเลย
มาเลเซียเคยขอเรามาหลายครั้งในรัฐบาลชุดก่อนๆ ให้เรามีจดหมายไปขอให้เขาเป็น “คนกลาง” (Good Offices) เพื่อเขาจะได้มีความชอบธรรมในการเข้ามายุ่งในเรื่องนี้ ซึ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์และความมั่นคงของมาเลเซียด้วย รัฐบาลกลางกลัวพรรคปาส ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านจะได้แต้มและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคปาสที่จะให้มาเลเซียปกครองแบบรัฐอิสลาม จึงต้องมาสนับสนุนบีอาร์เอ็น เพื่อดึงคะแนนเสียงคนสองสัญชาติไว้ และไม่ต้องการให้พวกหัวรุนแรงสุดโต่งขยายตัวเข้าไปในมาเลเซีย วิธีดีที่สุดคือ หาทางมาคุมพวกนี้ในไทยไว้ก่อน นอกจากนั้นเราอย่าเพิ่งดีใจที่ผู้นำมาเลเซียประกาศไม่สนับสนุนการแยกดินแดน แต่สนับสนุนเรื่องเขตปกครองตนเองแทน ทั้งนี้เพราะมาเลเซียปกครองในระบอบสหพันธรัฐ ประกอบด้วย 13 รัฐ ซึ่งแต่ละรัฐก็มีอำนาจในการปกครองตนเองอยู่แล้ว สิ่งที่รัฐบาลกลางเป็นกังวลคือการที่บางรัฐโดยเฉพาะซาบาห์และซาราวัก ซึ่งประชาชนเป็นคนละชาติพันธุ์ และมีน้ำมันจำนวนมาก อาจคิดแยกตัวออกไป แต่เรารับไม่ได้กับเขตปกครองตนเอง เพราะไทยเป็นรัฐเดี่ยว นอกจากนั้น มาเลเซียหวังจะใช้ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “พื้นที่กันชน” กับไทย โดยคิดว่าสามารถคุมพื้นที่ได้ เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นมาเลย์มุสลิม
ในเรื่องต่างประเทศ มัน “เล่นคำ” กันทั้งนั้น ต้องเข้าใจ “คำ” ที่เขาเสนอมาด้วย เราต้องเด็ดขาด ไม่ใช่ให้เขารุกคืบขยายไปยังพื้นที่อื่นอยู่เรื่อย อย่าให้ลามไปยัง สงขลา สตูล ที่เขาจะตีขลุมเอาทั้งหมดเป็นเขตปกครองตนเอง เราต้องจำกัดความรุนแรงเฉพาะ 3 จชต.เท่านั้น แล้วค่อยๆ ให้ลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่มาเลเซีย และบีอาร์เอ็น พยายามจะขยายออกไปเรื่อยๆ เราต้องทำให้ลดลง
ที่ผ่านมา 4 เดือน พอจะเห็นแล้วว่า เราไม่ได้สู้กับบีอาร์เอ็นเท่านั้น แต่กำลังสู้กับมาเลเซียด้วย บีอาร์เอ็นกับมาเลเซียเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนสู้กันแบบ 2 ต่อ 1 และกำลังจะพัฒนาเป็น 3 ต่อ 0 เพราะคนไทยสังเกตว่า หัวหน้าผู้แทนไทยคอยปกป้องบีอาร์เอ็นตลอดเวลา ใครว่าบีอาร์เอ็นไม่ได้ ต้องออกมาปกป้อง ทำให้บีอาร์เอ็นเล่นตัว นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะออกยูทูบก็ออก ทำให้คนไทยไม่สบายใจ ต่อไปเมื่อเขาดึงโอไอซีมาร่วมด้วย ก็จะกลายเป็น 4 ต่อ 0 เขาเป็นคนกำหนดเกมให้เราเดิน และเราเดินตามเกมเขาตลอดเวลา เขาเป็นฝ่ายรุก เราเป็นฝ่ายรับ ศักดิ์ศรีของประเทศหายไปไหน คนไทยค่อนข้างว้าเหว่มาก
เขียนอย่างนี้คงถูกโต้ว่าจะยกเลิกการพูดคุยหรืออย่างไร ไม่ต้องการให้มาเลเซียมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกอย่างนั้นหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ พูดคุยต่อไปเถิด แต่ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีของเราบ้าง ไม่ใช่เดินตามเกมที่เขากำหนดอยู่ตลอดเวลา พลิกจากฝ่ายรับเป็นฝ่ายรุกบ้าง มาเลเซียซึ่งเป็นผู้อำนวยความสะดวกต้องปรับท่าทีของตัวเอง ต้องรู้ว่าบทบาทของผู้อำนวยความสะดวกอยู่ตรงไหน และอย่าทำเกินกว่านั้น เราต้องพยายามเก็บเรื่องนี้เป็นกิจการภายในให้มากที่สุด อย่าเอาคนอื่นเข้ามานอกจากมาเลเซียซึ่งเอาเข้ามาแล้ว หากหัวหน้าคณะผู้แทนไทยยังไม่ยอมปรับท่าที ไม่ฟังคนอื่นบ้าง ฟังแต่คนคนเดียว เอาแผ่นดินของชาติมาเล่นเป็นเกมการเมืองอย่างนี้ คนไทยทั้งประเทศซึ่งมีส่วนในเดิมพันครั้งนี้คงไม่ไว้วางใจหัวหน้าคณะผู้แทนไทยคนนี้ให้ไปพูดคุยในเรื่องความเป็นความตายของประเทศเช่นนี้อีก







