
"ประสานสิบทิศ"แก้ที่ทำกินงานท้าทาย ผอ.พอช.คนใหม่
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
ข้อมูลจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2554 ระบุว่า ประเทศไทยมีเกษตรกรไร้ที่ดินทำกิน 8.9 แสนราย มีที่ดินทำกินแต่ไม่เพียงพอ 5.1 แสนราย มีที่ดินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ 8.1 แสนราย และผู้ที่ต้องทำกินในที่ดินของรัฐอีก 1.15 ล้านราย
นั่นเป็นตัวเลขที่ พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ชี้ว่า เป็นปัญหาเรื้อรังคู่กับประเทศไทยมานาน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ต้องทบทวนบทบาทของตัวเอง เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมอาศัยที่ดินทำกินเป็นปัจจัยหลัก แต่กลับสะสมปัญหาไว้มากมายจนไม่มีหน่วยงานใดจัดการได้หมด
“ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาที่ดินของ พอช.คือใช้ร่วมมือระหว่างเครือข่าย ตัวอย่างที่ดีมาก คือ การจัดการปัญหาที่ดินหลังเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเข้าถล่มพื้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามันในปี 2547 บทบาท พอช.ช่วงนั้นคือเข้าไปประสานหน่วยงานราชการแก้ปัญหาการจัดการที่ดินที่ไม่เป็นธรรมให้ชาวเล เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ หากประสานการจัดการไม่ได้ ปัญหาก็จะยิ่งลุกลาม” ประธาน พอช.กล่าว
งานประสานกับหน่วยงานราชการที่ว่า เปรียบได้กับการประสาน 10 ทิศเพื่อแก้ปัญหา เพราะหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดินมีอยู่จำนวนมาก ในระดับกระทรวงมีถึง 8 กระทรวง และระดับกรมอีก 19 กรม โดยยังไม่นับไปถึงรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง แต่ละแห่งอาจจะถือกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับที่ดินที่มีอยู่ถึง 16 ฉบับ และยังมีคณะกรรมการที่แต่งตั้งตามกฎหมายเพื่อบริหารจัดการที่ดินจำนวน 10 คณะ ส่งผลให้ไม่มีเอกภาพในการบริหารจัดการ
เร็วๆ นี้ พอช.กำลังจะแต่งตั้งผู้อำนวยการใหม่ แทนคนเก่าที่หมดวาระและเกษียณอายุ พล.อ.สุรินทร์ กล่าวว่า งานที่ต้องฝากให้ผู้บริหารคนใหม่เข้ามาสานต่อคือ ตอกย้ำเรื่องการประสานให้หน่วยงานรัฐเข้าถึงชุมชนมากขึ้น โดยชุมชนจะต้องมีแผนจัดการปัญหาตัวเอง เพราะหากหวังว่าจะปฏิรูปประเทศแต่ชาวบ้านไม่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็สำเร็จยาก มีแต่ชาวบ้านเท่านั้นที่รู้ปัญหาตัวเอง รู้ว่าที่ตรงไหนใครอยู่มาตั้งแต่ตอนไหน อาจจะรู้กระทั่งว่าข้าราชการคนไหนอยู่หลังนายทุน
“เราต้องมอนิเตอร์ปัญหาในชุมชนทั่วประเทศ แล้วทำให้ชุมชนเข้มแข็ง วันนี้หลายแห่งเรียนรู้แล้วว่าหากรอราชการ แทนที่ปัญหาจะลดก็กลับเพิ่ม เพราะโครงสร้างกระบวนการบริหารของส่วนราชการไม่เอื้อในการแก้ปัญหา” พล.อ.สุรินทร์ ระบุ
พล.อ.สุรินทร์ ขยายความอีกว่า โจทย์ใหญ่ของปัญหาที่ทำกินที่ ผู้อำนวยการพอช.คนใหม่ต้องเข้าไปดู คือเรื่องที่ดินไร้กรรมสิทธิ์ กลุ่มคนที่ไร้ที่ดินทำกินจนต้องไปใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐ พื้นที่ป่าไม้ ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ราชพัสดุ และที่ดินในโครงการจัดที่ดินของรัฐ
ข้อมูลจากการขึ้นทะเบียนคนจนในปี 2547 มีผู้มาลงทะเบียนเป็นผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินกว่า 1.3 ล้านราย และมีผู้ที่มีที่ดินทำกินแต่ไม่พอเพียงกว่า 1.6 ล้านราย
ขณะเดียวกันวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 5 ชุมชนภาคเหนือ งบประมาณ 167 ล้านบาทให้ พอช.ดำเนินการจัดซื้อที่ดิน 800 ไร่ แทนสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน โดยระบุว่าเป็นการมอบหมายงานให้ในระหว่างที่สถาบันฯ ยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ
ทั้งนี้ หากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ แล้วเสร็จ พอช.ต้องโอนภารกิจคืนและให้สถาบันธนาคารที่ดินฯ ชำระเงินคืนแก่ พอช.เพื่อยุติปัญหาการดำเนินคดีจับกุมชาวบ้านในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างรอให้ธนาคารที่ดินเข้าซื้อเพื่อจัดสรรที่ทำกิน
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานท้าทายที่รอให้ผู้อำนวยการคนใหม่มารับไม้ต่อ







