
หน่วยงานกลางและการร่างกฎหมาย"คอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง"
ตั้งแต่ประเทศไทยมีการนำระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) หรือที่บางคนเรียกว่า เกษตรพันธสัญญา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจเกษตรอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งพืชและสัตว์ เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 3040 ปีนั้น ไทยยังไม่เคยมีหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานใดที่จะเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง และที่ผ่านมาผู้ประกอบการกับเกษตรกรต่างใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นหลัก
ตั้งแต่ประเทศไทยมีการนำระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) หรือที่บางคนเรียกว่า เกษตรพันธสัญญา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจเกษตรอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งพืชและสัตว์ เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 3040 ปีนั้น ไทยยังไม่เคยมีหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานใดที่จะเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง และที่ผ่านมาผู้ประกอบการกับเกษตรกรต่างใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นหลัก
ทั้งนี้ ผมเคยกล่าวถึงระบบ Contract Farming ด้านธุรกิจปศุสัตว์ในประเทศไทยแล้วว่า มีใช้กันอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทประกันรายได้ ประเภทประกันราคา และประเภทประกันตลาด แต่ที่มีใช้กันอย่างแพร่หลายและเกี่ยวข้องกับเกษตรกรในวงกว้างจะมีอยู่ใน 2 ประเภทแรก
“ประเภทประกันรายได้” จะเหมาะกับเกษตรกรรายย่อยเท่านั้น (และเหมาะสำหรับใช้ในประเทศกำลังพัฒนา) ผู้ประกอบการจะเป็นผู้รับความเสี่ยงแทบทั้งหมด เพราะสุกรหรือไก่ที่นำไปให้เกษตรกรเลี้ยงเป็นทรัพย์สินของบริษัท เช่น ความเสี่ยงด้านราคาผลผลิตที่ผันผวน ความเสี่ยงต่อโรคระบาดสัตว์ ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และความเสี่ยงจากการจัดการดูแลที่บกพร่องของเกษตรกร
เกษตรกรจะลงทุนเฉพาะโรงเรือน อุปกรณ์การเลี้ยง ค่าไฟฟ้า และควรจะใช้แรงงานในครอบครัว Contract Farming ประเภทประกันรายได้เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีงานทำ มีรายได้โดยไม่ต้องอพยพครอบครัวไปทำงานในเมืองใหญ่ เกษตรกรจะมีรายได้แน่ๆ จะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการผลิต ดังนั้นจึงขอย้ำว่าเหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ใชัแรงงานในครอบครัวเท่านั้น เพราะการจ้างแรงงานมักจะได้แรงงานที่ไม่มีคุณภาพ หรือการเปลี่ยนคนงานบ่อย ทำให้ผลผลิตหรือประสิทธิภาพการผลิตไม่ดี
ในโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสัตว์ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ จะมีเกษตรกรในประเภทประกันรายได้นี้อยู่ถึง 90% นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคระบาดสัตว์ ภัยพิบัติต่างๆ จะเป็นความเสี่ยงที่บริษัทเป็นผู้แบกรับ
ยกตัวอย่าง เกิดภัยพิบัติน้ำท่วม สุกรหรือไก่ที่ตาย หรือเสียหาย บริษัทจะเป็นผู้แบกรับทั้งหมด หรือกรณีเกิดโรคระบาด สุกรหรือไก่ที่ตายหรือเสียหาย บริษัทจะเป็นผู้เสียหาย โดยที่เกษตรกรยังมีรายได้อยู่ แต่จะเป็นรายได้ขั้นต่ำตามที่ตกลงกันไว้
ขณะที่ “ประเภทประกันราคา” จะเหมาะกับเกษตรกรรายใหญ่ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ มีเงินทุนสูง (และเหมาะสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว) เพราะถือเป็นการซื้อขายและทำธุรกิจร่วมกัน ปกติเกษตรกรกลุ่มนี้จะเลี้ยงไก่เนื้อกันราว 14 แสนตัว เกษตรกรกลุ่มนี้จะเป็นผู้ซื้อพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์จากผู้ประกอบการ เมื่อได้ผลผลิตตามมาตรฐานที่ตกลงกัน ผู้ประกอบการจะรับซื้อผลผลิตนั้นจากเกษตรกรในราคาที่ได้ทำสัญญากันไว้ เท่ากับพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ โรงเรือน ต่างก็เป็นทรัพย์สินของเกษตรกร หากเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ภัยพิบัติ หรือโรคระบาด เกษตรกรก็จะรับผิดชอบในความเสียหายนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติจะไม่สามารถชำระหนี้ในงวดนั้นๆ แก่ผู้ประกอบการได้ จึงกลายเป็นความเสี่ยงที่บริษัทผู้ประกอบการจำเป็นต้องรับภาระหนี้สะสมไปด้วยเช่นกัน
ส่วนใหญ่ปัญหาเกี่ยวกับคดีฟ้องร้องของระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งมักจะเกิดกับเกษตรกรในกลุ่ม “ประกันราคา” ... ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบางบริษัทนำข้อตกลงแบบ “ประกันราคา” ไปทำกับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง เนื่องจากรายย่อยไม่สามารถรับความเสี่ยงได้มากเท่ากับกลุ่มเกษตรกรรายใหญ่ที่เปรียบเสมือนนักธุรกิจ จึงเป็นเหตุให้เกิดความไม่เข้าใจกัน และนำไปสู่การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันก็มี หรือบางส่วนก็เกิดจากการทุจริตไม่ซื่อสัตย์และละเมิดข้อตกลงกันก็มี
ดังนั้น การให้ความรู้และสื่อสารให้เกิดความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกันและกัน ระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกร จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก หรือหากประเทศไทยจะมีการสร้างสถาบันขึ้นมาเป็นหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่ดูแลการใช้ระบบเกษตรพันธสัญญาอย่างเป็นธรรมก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งผมเองกล่าวกับกลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายเอ็นจีโออยู่เสมอว่า ซีพีเอฟสนับสนุนการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่จะช่วยกำกับดูแล ตลอดจนเห็นด้วยที่ควรจะมีการร่างสัญญากลางเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการทำข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกร เพราะเชื่อว่าน่าจะลดปัญหาการละเมิดข้อตกลงซึ่งและกันได้ แม้ที่ผ่านมาเกษตรกรในระบบของซีพีเอฟที่ประสบปัญหาจะมีเพียง 12% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ระบบ Contract Farming ด้านปศุสัตว์จะมีบริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ นำไปใช้อยู่ราว 2025 บริษัท และยังมีบริษัทขนาดกลางและเจ้าของธุรกิจอีกมากมายที่ต่างก็นำระบบนี้ไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบของตนเอง เช่น การปล่อยเกี๊ยว ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีปัญหาถกเถียงกันมากน้อยเพียงใด ดังนั้นหากมีหน่วยงานกลางและสัญญากลางมาเป็นแกนให้ทั้งผู้ประกอบการทุกบริษัทและเกษตรกร นำไปเป็นหลักในการปฏิบัติต่อกันก็น่าจะเป็นแนวทางที่ดี
และเมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดย พล.ต.อ.วิรุฬห์ ฟื้นแสน ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญให้ซีพีเอฟเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานศึกษาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้ระบบการผลิตแบบ Contract Farming หรือเกษตรพันธสัญญา ร่วมกับทางเกษตรกร องค์การพัฒนาเอกชน (NGO) และภาครัฐหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงยุติธรรม สภาทนายความ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งซีพีเอฟยินดีให้ความร่วมมือด้วยความเต็มใจ
นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่คาดหวังว่าจะลดปัญหาเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งได้ ประเด็นสำคัญก็คือการร่างสัญญากลางและหน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้นมานี้ จำเป็นต้องมีผู้รู้ในเชิงเทคนิคการเกษตร อาทิ อาจารย์มหาวิทยาลัย ตัวแทนของสมาคมวิชาชีพสัตวบาล ตัวแทนของสมาคมวิชาชีพสัตวแพทย์ ตลอดจนตัวแทนของสถาบันที่มีความรู้ด้านเศรฐกิจและสังคม เข้ามาเป็นคณะทำงานและคณะกรรมการเพื่อดูแลและให้ข้อมูลเชิงวิชาการด้วย ซึ่งผู้รู้เหล่านี้จะช่วยให้กฎหมายดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจแต่ละประเภท และเกิดประโยชน์เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ตลอดจนบังคับใช้ได้จริง เนื่องจากเรื่องการเกษตรนี้มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเกษตรใหม่ๆ ค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งในแวดวงเกษตรเชิงพืชก็แตกต่างกับเกษตรปศุสัตว์ และจำเป็นต้องมีผู้รู้ในด้านพืชเข้ามาด้วยเช่นกัน
แล้วมาติดตามกันว่า การใช้ระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งภายใต้การดูแลของหน่วยงานกลางและสัญญากลาง จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร







