
ต่างชาติหั่นเครดิต เศรษฐกิจจมน้ำ
8...ทีมข่าวการเงิน
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ถือเป็นหน่วยงานวัดเครดิตระดับสากลคนแรก ที่ออกมาหั่นเครดิตประเทศไทย
โดยประกาศทบทวนแนวโน้มอันดับเครดิตสากลสกุลเงินในประเทศระยะยาวของประเทศไทยเป็นลบ
จากเดิมอยู่แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ
ในทางเทคนิค ยังคงอันดับเครดิตที่ระดับ
“เอลบ” แต่มีมุมมอง “ด้านลบ” ต่อเศรษฐกิจไทยสะท้อนว่า
“ม็อบเสื้อแดง” ที่ลากการชุมนุมนานกว่า 1 เดือนออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของประเทศสิ่งที่กระทรวงการคลังพยายามประคับประคองมาตลอดเหมือนกับจะพังครืนลงมา
นั่นคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มสั่นคลอน!!!
ผลพวงของมุมมองเชิงลบดังกล่าว จะทำให้ต้นทุนในการกู้เงินของรัฐบาลและเอกชนเพิ่มสูงขึ้น
และล่าสุด ฟิทช์ เรทติ้งส์ ยังได้ประกาศปรับลดเครดิตไทย ระลอกสอง
...แต่พุ่งเป้าไปยังบริษัทชั้นนำอย่าง บริษัท ปตท.
โดยปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินในประเทศเป็นลบ จากที่มีเสถียรภาพและคงอันดับเครดิตไว้ที่
“เอลบ”ฟิทช์ อ้างว่า เป็นผลพวงจากการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินในประเทศของไทยเป็นลบ
ปตท.ก็เหมือน
“เรือรบ” ทางเศรษฐกิจของไทย ที่จะออกมาหารายได้ในต่างประเทศการถูกทุบเครดิตเท่ากับการหย่อน
“สมอเรือ” ด้านการลงทุน คงไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้วหรือถ้าทำได้ก็ต้องจ่าย
“ค่าผ่านทาง” ค่อนข้างสูงหมายความว่าถ้า ปตท.จะระดมทุน เช่น ออกหุ้นกู้ระยะยาว เพื่อหาต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง ก็ต้องน้ำลายเหนียว
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า การที่บริษัทจัดอันดับทบทวนอันดับเครดิตของไทย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในเวลานี้
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากรณีดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบให้ต้นทุนการกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
เนื่องจากการกู้เงินของรัฐบาลในช่วงก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่เป็นแหล่งเงินกู้ในประเทศ
ขณะที่การกู้เงินจากต่างประเทศนั้นจะใช้เฉพาะโครงการลงทุนบางโครงการและเป็นการกู้ในระยะยาวเท่านั้น แต่ยอมรับว่าภาคเอกชนอาจมีต้นทุนการกู้เงินเพิ่มขึ้น
รมว.คลัง ยังเรียกร้องว่า ขอให้กลุ่มเสื้อแดงยุติการเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย
พร้อมยอมรับข้อเสนอของรัฐบาลที่พร้อมประกาศยุบสภาในช่วงปลายปี 2553 เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นเวลาเหมาะสมเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศที่คลายความขัดแย้งภายในประเทศลง
แรงส่งด้านลบที่เห็นได้ชัดจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงคือตั้งแต่วันที่ 816 เม.ย.ที่ผ่านมา
มีนักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 208 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6,700 ล้านบาท
ถือเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค เนื่องจากเป็นช่วงที่รัฐประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเกิดเหตุรุนแรงทางการเมือง
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย พบว่าต่างชาติขายสุทธิเพียง 4 ล้านเหรียญสหรัฐ
และต่างชาติได้เข้าซื้อสุทธิใน 5 ประเทศ คือ เกาหลี ซื้อสุทธิ 1,825 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 6 หมี่นล้านบาท
ไต้หวัน ซื้อสุทธิ 920 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับ 2,900 ล้านบาท
อินเดีย ซื้อสุทธิ 360 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.16 หมื่นล้านบาท
เวียดนาม ซื้อสุทธิ 97 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,100 ล้านบาท
ส่วนฟิลิปปินส์ ซื้อสุทธิ 89 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,800 ล้านบาท
“
หากการชุมนุมยืดเยื้อและรุนแรง จะกระทบกับตลาดหุ้นไทยมากและต่างชาติอาจยังขายหุ้นไทยเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย” นายยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวขณะที่บริษัทจัดอันดับเครดิตของไทยอย่าง ทริสเรทติ้ง เองก็หวั่นเกรงต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่แพ้กัน
โดยนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ ทริสเรทติ้ง เชื่อว่าถ้าความรุนแรงทางการเมืองที่ยืดเยื้อต่อไปอาจทำให้แนวโน้มของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและสายการบินตกต่ำลง
“
ทริสเรทติ้งจะติดตามตรวจสอบการดำเนินงานและผลประกอบการของลูกค้าที่อยู่ในธุรกิจดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และคาดหวังว่าผู้ประกอบการแต่ละรายจะบริหารจัดการสภาพคล่องให้มีอย่างเพียงพอเพื่อประคองตัวให้ผ่านพ้นช่วงภาวะวิกฤตนี้ไปให้ได้” นายสันติ กล่าวแน่นอนว่า หลังจากนี้เราจะเห็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสายการบิน ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม น่าจะถูกปรับลดเกรดลงอีก
ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เมี่อตัวเลขที่ภาคเอกชน 3 สถาบัน คือหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทยประเมินออกมา
ล่าสุดคือหากสถานการณ์ยืดเยื้อปิดแยกราชประสงค์นาน 1 เดือน เสียหายอย่างน้อย 3 หมื่นล้านบาท
หากยืดเยื้อถึง 3 เดือน ประเทศไทยอาจต้องพบกับว่าเสียหายถึง 7 หมื่น1 แสนล้านบาท
นั่นเท่ากับว่าหายนะมาเยือนคนไทยตาดำๆ ครั้งที่สองในรอบ 2 ปี
ทั้งที่บ้านเมืองเพิ่งออกจากห้องไอซียูแท้ๆ
เครดิตของประเทศที่สูญเสียไปคงต้องอาศัยเวลาในการเยียวยา
แม้จะเลิกม็อบที่ราชประสงค์หรือรัฐบาลยุบสภาแล้ว ก็อย่าหวังว่าต่างชาติจะกลับมา นักท่องเที่ยวจะเข้ามา
“แบบชั่วข้ามคืน”หรือแม้แต่จะหวังให้ฟิทช์ปรับขึ้นเครดิตไปที่เดิม ก็คงจะไม่ใช่
“ฉับพลันทันที”สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คืออย่าให้เครดิตประเทศไทยต้องล่มจมไปกว่านี้ก็แล้วกัน!!!







