
ฟันหมอเลี้ยบแก้สัญญาสัมปทานเอื้อชินคอร์ป
ป.ป.ช.ฟันอาญาหมอเลี๊ยบ เอื้อชินคอร์ป เหตุอนุมัติลดสัดส่วนถือหุ้นโดยมิชอบ ส่งศาลฎีกาฯพิพากษาเอาผิดต่อ
ป.ป.ช.ฟันอาญาหมอเลี๊ยบ เอื้อชินคอร์ป เหตุอนุมัติลดสัดส่วนถือหุ้นโดยมิชอบ ส่งศาลฎีกาฯพิพากษาเอาผิดต่อ
นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ข้อหาละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากกรณีอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) จากไม่น้อยกว่า 51% เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดเมื่อปี 2547 โดยขั้นตอนต่อไปจะส่งสำนวนการไต่สวนให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ต่อมาสำนักงานป.ป.ช.ได้เผยแพร่เอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับมติของคณะกรรมการป.ป.ช.ในคดีนี้ผ่านทางเว็บไซต์โดยมีสาระสำคัญที่ระบุถึงความผิดว่า คดีนี้คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2551 โดยมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 3 คน ประกอบด้วย 1.นพ.สุรพงษ์ 2.นายไกรสร พรสุธี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดไอซีที 3.นายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยกาสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ ประกอบกับกรณีดังกล่าวศาลฎีกาฯได้มีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2551 และ คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2553 ว่าการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานลดสัดส่วนการถือครองหุ้นโดยไม่ได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีจึงเป็นการอนุมัติโดยมิชอบและเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ปฯ ผู้รับสัมปทาน
ดังนั้น คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว จึงมีมติ 6 ต่อ 2 เสียง ว่าการกระทำของบุคคลทั้ง 3 คนมีความผิดฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และให้ส่งความเห็นของป.ป.ช.ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 มาตรา 70 ประกอบพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ.ศ.2542 มาตรา 10 ด้วย
นอกจากนี้ ในส่วนของนายไกรสร และ นายไชยยันต์ ยังมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 อีกด้วย จึงมีมติส่งรายงานความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 มาตรา 92
ทั้งนี้ นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป.ป.ช.ได้ขอถอนตัวไม่ร่วมพิจารณาคดีนี้ เนื่องจากได้เคยพิจารณาเรื่องนี้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการคตส.







